โดย มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย


อาการข้างเคียงจากการใช้ยารักษาโรคมะเร็งปอดแบบมุ่งเป้า

โดย: หน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
เรียบเรียงและเขียนโดย: พญ.ธัญนันท์ เรืองเวทย์วัฒนา

เผยแพร่: 25/08/2559

     



     เมื่อท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งปอด สิ่งแรกที่ท่านต้องทำคือ ต้อง คิดบวกอยู่เสมอและมีความหวังต่อการรักษาที่ท่านได้รับอยู่ “มะเร็งปอดไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด” เป็นประโยคที่หมอมักจะบอกผู้ป่วยของหมอทุกคน ในวันที่เราพบกันครั้งแรก และผู้ป่วยที่เพิ่งทราบว่ามีเซลล์มะเร็งปอดอยู่ในร่างกาย ทำไมหมอถึงได้บอกแบบนั้นกับผู้ป่วย ส่วนหนึ่งเพื่อให้กำลังใจกับ ผู้ป่วย อีกส่วนหนึ่งคือความจริงเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะว่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ ต้องบอกว่ามีวิวัฒนาการต่างๆเกิดขึ้นมากมายทั้งการ วินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นและระยะแพร่กระจาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันมีการรักษามะเร็งปอดโดย ใช้ยาต้านเฉพาะจุด หรือที่เรียกว่าการรักษาแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) ซึ่งเป็นยาต้านมะเร็งแบบรับประทาน ในกลุ่มผู้ป่วยที่มี ยีนกลายพันธุ์ในเซลล์มะเร็ง ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งปอดดีขึ้น และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งปอดดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผลข้างเคียง ของยากลุ่มนี้แตกต่างกับผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด หลังจากท่านอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ท่านจะเห็นด้วยว่า “อาการข้างเคียงจากการใช้ยารักษา โรคมะเร็งปอดแบบมุ่งเป้าจัดการได้ไม่ยากอย่างที่คุณคิด”

ทำความรู้จักกับโรคมะเร็งปอด

     ในภาวะปกติเซลล์ภายในร่างกายของคนเราจะมีการ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้น และเซลล์เหล่านั้นก็จะตายไป เมื่อร่างกายไม่ต้องการ แต่เมื่อเกิดโรคมะเร็งขึ้นเรา พบว่า เซลล์ร่างกายจะเกิดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน โดยที่ร่างกายเราไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดเป็นก้อนเนื้องอกขึ้นมา สำหรับโรคมะเร็งปอดนั้นมีจุดกำเนิดจากเซลล์ที่อยู่ภายในปอดแต่ก็สามารถ แพร่กระจายไปยังบริเวณที่อยู่รอบๆ ปอด หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ มะเร็งปอด แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ สองชนิดคือ ชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (small cell lung cancer) และชนิดเซลล์ที่ขนาดไม่เล็ก (non-small cell lung cancer) ซึ่งในกลุ่มหลังนี้พบได้ 85% ของมะเร็งปอดทั้งหมด และใน กลุ่มนี้ยังมีแยกย่อยออกเป็น ชนิดต่างๆ อีกหลายชนิด เช่น squamous cell carcinoma, adenocarcinoma และอื่นๆ กลุ่มที่เป็น adenocarcinoma นั้นปัจจุบันมีการรักษาด้วย ยากลุ่มใหม่ๆ เกิดขึ้น และมีผลการตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดีมาก ดังจะกล่าวถึงในลำดับถัดไป

โรคมะเร็งปอดชนิด Adenocarcinoma รักษาได้อย่างไร?

     การรักษาโรคมะเร็งนั้นขึ้นกับระยะของโรค รวมทั้งลักษณะและประเภท ของเซลล์มะเร็งที่ท่านเป็นอยู่ และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแพทย์จึงต้องเก็บ ตัวอย่างหรือตัดชิ้นเนื้อจากเนื้องอกที่พบ ทั้งนี้ก็เพื่อตรวจหาชนิดของเซลล์ มะเร็งรวมทั้งหาความผิดปกติทางพันธุกรรมร่วมด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะ ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่าง ถูกต้องและเหมาะสมมากที่สุด การรักษา มะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกนั้น การรักษา หลักคือการผ่าตัด ส่วนการรักษา มะเร็งปอดระยะลุกลามนั้น ในอดีต ที่ผ่านมาการรักษาหลักคือการให้ยาเคมี บำบัดฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำ ในปัจจุบัน อย่างที่หมอได้เกริ่นในข้างต้นคือ มียาต้านมะเร็ง กลุ่มใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ที่ใช้ได้ผลดีในมะเร็งกลุ่มที่เป็น Adenocarcinoma โดยการรักษาแบบนี้ทางการแพทย์จะเรียกว่า “การรักษาแบบตรงจุด หรือ แบบมุ่งเป้า (Targeted therapy)” เป้าหรือจุดคืออะไร ต้องขออธิบายว่า ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์และหมอมะเร็ง ได้ค้นพบว่าการเกิดมะเร็งปอดนั้น เกิดจากหลายปัจจัย และหนึ่งในปัจจัยเหล่านั้น ในผู้ป่วยบางรายมีลักษณะ ทางพันธุกรรม หรือยีนในร่างกายที่เกิดการกลายพันธุ์ไป ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้อง กับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ในครอบครัว หนึ่งในยีนที่พบว่ามีความ สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปอดนั้นและพบได้บ่อยถึง 50-70% ในคนเอเซีย คือ การกลายพันธุ์ของยีน Epidermal Growth Factor Receptor (EGFR) ซึ่งการกลายพันธุ์นี้กระตุ้นให้มีการส่งสัญญาณที่ทำให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัว เจริญเติบโต และแพร่กระจายไปยังที่ต่างๆตลอดเวลา ปัจจุบันมีการรักษา โรคมะเร็งปอดในผู้ป่วยกลุ่มที่มีการกลาย พันธุ์ของยีน EGFR ในเซลล์มะเร็ง ปอดโดยการรับประทานยาต้าน EGFR เพื่อไปทำลายและยับยั้ง การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ปอด ยาในกลุ่มนี้มีผลข้างเคียง ที่แตกต่างจากยาเคมีบำบัดที่เรา ใช้กันมานาน แต่เป็นผลข้างเคียง ที่สามารถจัดการและดูแลรักษา รวมถึงป้องกันได้ ถ้าทำได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที ผู้ป่วยที่รับประทาน ยากลุ่มนี้จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถรับประทานยาต้าน EGFR ได้ โดยง่าย

อาการข้างเคียงของยารักษาโรคมะเร็งปอดแบบมุ่งเป้า (ยาต้าน EGFR)

     หากท่านเกิดอาการข้างเคียงจากการใช้ยาต้าน EGFR ให้รีบพบแพทย์ ทันที อย่าหยุดยาเอง เว้นแต่ท่านได้รับคำแนะนำจากแพทย์ของท่านให้ หยุดยาได้เอง ทั้งนี้อาการข้างเคียงจากการใช้ยารักษาโรคมะเร็งปอดแบบ มุ่งเป้าแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ อาการข้างเคียงทั่วไปที่พบได้บ่อย และ อาการ ข้างเคียงที่พบได้น้อย

1.อาการข้างเคียงทั่วไปที่พบได้บ่อย

1.1 อาการท้องเสีย

     เป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย จากการใช้ยารักษาโรคมะเร็งปอด ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน EGFR (ยาต้าน EGFR) ซึ่งบางครั้งอาจมี อาการรุนแรงจนทำให้ร่างกายสูญเสีย น้ำมากและเกิดปัญหาต่อการทำงาน ของไต ทำให้มีอาการไตวายเฉียบ พลันเกิดขึ้นได้

     อาการท้องเสียรักษาได้อย่างไร ?
• หากท่านเกิดอาการท้องเสีย แพทย์จะทำการสั่งยาแก้อาการท้องเสีย (เช่นยา loperamide) ให้กับท่าน หรือผู้ป่วยบางท่านอาจจะได้รับ ยาแก้ท้องเสียคู่มากับยาต้าน EGFR ตั้งแต่แรก เวลาเกิดอาการ ท้องเสียจะได้รับประทานยาได้ทันท่วงที
• แพทย์อาจให้ท่านเริ่มรักษาอาการท้องเสียตั้งแต่เมื่อเริ่มมีอาการ ท่าน ควรนำยาแก้ท้องเสียติดตัวท่านไว้ตลอดและรับประทานยาตามที่ แพทย์สั่ง
• โปรดจำไว้ว่าหากอาการท้องเสียรุนแรงขึ้นและใช้ยาแก้ท้องเสียแล้ว อาการไม่ดีขึ้น ให้รีบมาพบแพทย์ทันที มิฉะนั้นจะเกิดอาการขาดน้ำ รุนแรง และทำให้เกิดปัญหาไตวายเฉียบพลันได้
• ในกรณีที่อาการท้องเสียเป็นรุนแรงหรือถ่ายไม่หยุด 2-3 วัน ในขณะ ที่ท่านยังรับประทานยาแก้ท้องเสียอยู่ แพทย์อาจพิจารณาปรับขนาด ยาต้าน EGFR หรือหยุดยาต้าน EGFR (หากปรับขนาดยาแล้วแต่ อาการท้องเสียยังไม่ดีขึ้น)
• ดื่มน้ำหรือของเหลวให้มากขณะที่มีอาการท้องเสีย โดยดื่มให้ได้ 3-4 ลิตรต่อวัน และดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) เ สริมด้วย เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำและเกลือแร่ใน ร่างกาย เช่น ปัสสาวะเข้มและน้อยลง ปวดศีรษะ มีนงง สับสน ฯลฯ
• รับประทานอาหารอ่อนๆ

- อาหารบางชนิดจะทำให้อาการท้องเสียแย่ลง เช่น อาหารเผ็ดจัด หรือรสจัด ท่านอาจต้องปรับเปลี่ยนอาหารที่รับประทานตามคำ แนะนำของแพทย์ ควรทานอาหารอ่อนๆ และย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ปลา ฯลฯ ช่วงที่มีอาการท้องเสีย
- หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ นม ไขมัน ใยอาหาร น้ำส้ม น้ำลูกพรุนและอาหารรสจัด
- รับประทานอาหารในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง
- ไม่รับประทานยาระบาย ยกเว้นแพทย์สั่ง
- รักษาความสะอาด ท้องเสียอาจทำให้ผิวหนังบริเวณทวารหนักถูกทำลายและมีอาการปวด ได้ ท่านควรทำความสะอาดบริเวณทวารหนักด้วยน้ำอุ่นหลังถ่ายเสมอ

     เมื่อใดท่านควรติดต่อแพทย์
• มีอาการท้องเสียเกิดขึ้นหลังรับประทานยาต้าน EGFR โดยมีอาการถ่าย เหลวปริมาณมาก โดย ≥ 3 ครั้งขึ้นไป
• รู้สึกเพลียมากหรืออาการท้องเสียรบกวนกิจวัตรประจำวันของท่าน
• มีอาการต่อไปนี้ร่วมกับอาการท้องเสีย: ปวดท้อง หรือปวดเกร็งท้อง ไข้ ปัสสาวะมีสีเข้มและมีอาการปัสสาวะน้อยลง รวมทั้งมีอาการ ซึม สับสน ปวดศีรษะ จากการขาดน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย
• ได้รับยารักษาอาการท้องเสียเป็นเวลา 2 วัน แล้วยังถ่ายอุจจาระเหลว ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป

1.2 อาการทางผิวหนัง

     ยาต้าน EGFR ทำให้เกิดผื่นแดงหรือผื่นคล้ายสิว ซึ่งหากมีอาการทาง ผิวหนังเกิดขึ้น ท่านต้องได้รับการรักษาและใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง หากมี อาการรุนแรงมากขึ้นเช่น ผิวหนังลอกหรือพุพองมาก ท่านจะต้องหยุดรับ ประทานยาต้าน EGFR และพบแพทย์ทันที ผื่นจากการใช้ยารักษาโรคมะเร็ง ปอดแบบมุ่งเป้า มีตั้งแต่อาการน้อย ปานกลาง และรุนแรงมาก ดังแสดงใน ภาพที่ 2 โดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะมีอาการน้อยและปานกลาง มีเป็นส่วนน้อย ที่มีอาการรุนแรง

     อาการน้อย ผื่นลักษณะคล้ายสิว มีหนอง คันและปวดเล็กน้อย พบได้ 1 ตำแหน่ง
     อาการปานกลาง ผื่นลักษณะคล้ายสิว มีหนอง คันและปวดบ้าง พบได้มากกว่า 1 ตำแหน่ง แต่ ≤ 50% ของพื้นที่ผิวของร่างกาย
     อาการรุนแรง ผื่นลักษณะคล้ายสิว มีหนอง คันและปวดเพิ่มมากขึ้น พบได้มาก กว่า 1 ตำแหน่ง แต่ ≥ 50% ของพื้นที่ผิวของร่างกาย และอาจพบการติด เชื้อเกิดขึ้นร่วมด้วย

     อาการทางผิวหนังรักษาได้อย่างไร ?
     แพทย์อาจแนะนำให้ท่านใช้ยาดังต่อไปนี้ หรือมียาอื่นๆร่วมด้วย ขึ้นกับความรุนแรงของอาการทางผิวหนังในขณะนั้น
• ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ทาผิวหนังชนิดครีมหรือขี้ผึ้ง
• ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือทา ผิวหนังในกรณีมีการติดเชื้อร่วมด้วย
• ปกป้องตัวท่านจากแสงแดดโดย
     - หลีกเลี่ยงการโดนแดดที่ร้อนจัด โดยเฉพาะ แสงแดดในช่วงเวลา 10 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น
     - ให้ทาครีมกันแดดที่ป้องกันแสงทั้งยูวีเอ/ยูวีบี ซึ่งมีค่าป้องกันแสง (SPF) อย่างน้อย 15
     - ปกป้องบริเวณศีรษะและตาโดยสวมหมวกและแว่นตา
• ถนอมผิวของท่านโดย
     - ใช้สบู่หรือน้ำยาซักผ้าอย่างอ่อน หลีกเลี่ยงที่มีกลิ่นแรง
     - ควรเลือกใช้สบู่ที่มีน้ำมันหรือไขมันเป็นส่วนผสม
     - อาบน้ำด้วยน้ำอุ่น(ไม่ใช้น้ำร้อน)
     - ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ชนิดที่ไม่มีแอลกอฮอล์ไม่มีน้ำหอมหรือสาร กันเสียเป็นส่วนผสมหรือทาโลชั่นบำรุงผิวชนิดที่มีสารก่อภูมิแพ้น้อย (hypoallergenic lotion) ทั้งลำตัวและใบหน้า เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น ตลอดเวลา จะทำให้การเกิดผื่นที่ผิวหนังลดน้อยลง ควรทาผิวหนัง ที่ลำตัวและใบหน้าภายใน 15 นาทีหลังอาบน้ำ
     - ลูบเบาๆ เช็ดผิวให้แห้งด้วยผ้าขนหนูขนอ่อนๆซึ่งจะช่วยคงความ ชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง
     - หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าบางชนิด เช่น ผ้าขนสัตว์ และใยสังเคราะห์ เพราะอาจทำให้เกิดอาการคันขึ้นได้
• หากอาการผิวหนังรุนแรงหรือเกิดขึ้นนานกว่า 1 สัปดาห์ แพทย์อาจ ปรับเปลี่ยนขนาดยาต้าน EGFR หรือหยุดยาต้าน EGFR ท่านควร ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด

     เมื่อใดท่านควรติดติอแพทย์
• มีอาการทางผิวหนังเกิดขึ้นมาก
• อาการทางผิวหนังรบกวนกิจวัตรประจำวันของท่าน
• รักษาตามที่แพทย์บอกแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น
• หากอาการผิวหนังรุนแรงขึ้นให้รีบพบแพทย์ทันที

1.3 อาการเจ็บปาก

     ให้ท่านสังเกตในช่วงระหว่างรับประทานยาต้าน EGFR ว่า มีเหงือกอักเสบ เจ็บเหงือก หรือมี เลือดออกหรือไม่ มีแผลบริเวณริมฝีปาก ลิ้น ภายใน ช่องปาก เพดานปากด้านบนหรือด้านล่างหรือไม่

     อาการเจ็บปากหรือเจ็บภายในช่องปากรักษาได้อย่างไร ?
     อาการข้างเคียงอย่างหนึ่งจากการใช้ยารักษาโรคมะเร็งปอดแบบมุ่ง เป้าคือ เยื่อบุช่องปากอักเสบ ซึ่งอาจพบร่วมกับปากหรือช่องปากเป็น แผลและเจ็บปาก แพทย์อาจสั่งจ่ายยารักษาให้กับท่านหลายชนิด เช่น น้ำยาอมบ้วนปาก ยาอมแก้เจ็บปาก หรือเจลทาแผลที่ปาก หากอาการรุนแรง แพทย์อาจปรับเปลี่ยนขนาดยาต้าน EGFR หรือ หยุดยาต้าน EGFR แล้วแต่ความรุนแรงของอาการในขณะนั้น ท่าน ควรปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด

     การดูแลสุขภาพปากที่ดี
     แพทย์อาจแนะนำให้ท่านหมั่นดูแลสุขภาพ ปากให้ดีโดย
• ใช้แปรงสีฟันชนิดขนอ่อนนุ่ม แปรงฟันและ เหงือกเบาๆ
• กลั้วปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ หลังรับประทานอาหารทุกมื้อและก่อนนอน
• หลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีแอลกอฮอล์

     อาหารและเครื่องดื่ม
• รับประทานอาหารที่ไม่ร้อนจัด เนื่องจากอาหารที่ร้อนจัดจะระคาย เคืองปากได้
• ถ้าเริ่มมีอาการเยื่อบุช่องปากอักเสบ ให้รับประทานอาหารอ่อนที่สุก สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว เค็มจัด รับประทาน ไอศกรีมเย็นๆ หรือน้ำแข็งใสเพื่อเพิ่มความเย็นและชุ่มชื้นให้เยื่อบุ ช่องปากได้
• ดื่มน้ำหรือของเหลวให้มากๆ
• หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็น กรดหรือทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อ เยื่อบุช่องปาก เช่น มะเขือเทศ น้ำหรือ อาหารตระกูลส้มหรือมะนาว

     การบรรเทาอาการเจ็บปาก
• ใช้ลิปมัน ลิปบาล์ม วาสลีน หรือขี้ผึ้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากที่ ลอกแห้งได้
• ทำให้ปากชาโดยอมน้ำแข็งหรือประคบก้อนน้ำแข็งเมื่อจำเป็น

     เมื่อใดท่านควรติดต่อแพทย์
• รู้สึกไม่สบายหรือมีอาการเจ็บปากหรือเจ็บภายในช่องปากที่รบกวนกิจวัตร ประจำวันของท่าน
• รักษาตามที่แพทย์บอกแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น

1.4 ติดเชื้อที่เล็บ

     ให้ท่านสังเกตว่า ผิวหนังรอบๆ เล็บมือ เล็บเท้า หรือจมูกเล็บ บวม แดง หรือไม่

     ติดเชื้อที่เล็บรักษาได้อย่างไร ?
     อาการข้างเคียงอีกอย่างหนึ่งที่อาจพบได้จากยาต้าน EGFR คือ ผิว หนังบริเวณรอบเล็บหรือจมูกเล็บ เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ แพทย์ อาจรักษาท่านโดยใช้ยาครีมทาบริเวณดังกล่าว และใช้ยาปฏิชีวนะกรณีที่เกิดการติดเชื้อหาก อาการรุนแรง แพทย์อาจปรับเปลี่ยนขนาดยา ต้าน EGFR หรือหยุดยาต้าน EGFRท่านควร ปฏิบัติตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

     ดูแลเล็บของท่านโดย
• อย่าดึงผิวหนังบริเวณรอบเล็บเนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
• หลีกเลี่ยงการทำให้เกิดการบาดเจ็บบริเวณเล็บ
• ตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ

     หลีกเลี่ยงการระคายเคืองบริเวณเล็บโดย
• หลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณเล็บ
• หากต้องสวมถุงมือ ให้ใช้ชนิดที่ทำจากผ้าฝ้าย
• รักษาเล็บให้แห้งอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้เล็บชุ่มน้ำเป็นเวลานาน

     เมื่อใดท่านควรติดติอแพทย์
• รู้สึกไม่สบายหรือมีปัญหาเกี่ยวกับเล็บมาก ซึ่งรบกวนกิจวัตรประจำวันของท่าน
• มีอาการอักเสบ บวม แดง รุนแรง หรือ มีหนองเกิดขึ้นบริเวณรอบจมูกเล็บ
• รักษาตามที่แพทย์บอกแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น

1.5 ความอยากอาหารลดลง

     เนื่องจากอาการเจ็บปาก อาจทำให้ท่านมีความอยากอาหารลดลง หรือ ตัวยาต้าน EGFR นั้นเองก็มีผลข้างเคียงที่ทำให้ความอยากอาหารลดลงด้วย ข้อแนะนำดังต่อไปนี้ แนะนำให้ท่านลองปฏิบัติ หากท่านมีอาการอยาก อาหารลดลงเมื่อได้รับยาต้าน EGFR

• รับประทานอาหารปริมาณน้อยลง แต่เพิ่มจำนวนมื้อเป็น 5-6 มื้อต่อวัน แทนการรับประทานอาหารปริมาณมาก 3 มื้อต่อวัน
• รับประทานอาหารขบเคี้ยวที่มีประโยชน์เมื่อรู้สึกอยากรับประทานอาหาร
• พยายามรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานผักและผลไม้ให้ มากขึ้น
• เปลี่ยนบรรยากาศในการรับประทานอาหาร เช่น ทานอาหารกับครอบครัวนอกบ้านเป็น ครั้งคราว หรือช่วยกันในครอบครัวทำ อาหารและคิดเมนูอาหารใหม่ๆ ที่มี ประโยชน์ให้กับผู้ป่วย และจะได้มีกิจกรรม ร่วมกันในครอบครัว เป็นการเสริมสร้าง กำลังใจให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างดี
• เสริมโปรตีนและพลังงานในอาหารที่รับประทาน

2.อาการข้างเคียงที่พบได้น้อย

2.1 ความผิดปกติที่ปอดและการหายใจเกิดภาวะปอดอักเสบขึ้น

     ให้รีบพบและแจ้งแพทย์ทันทีหากท่านมี อาการที่บ่งบอกว่ามีความผิดปกติที่ปอด และการหายใจเพิ่มขึ้นหรือแย่ลง ได้แก่
• หายใจลำบากหรือหายใจติดขัด รู้สึก เหนื่อยมากอย่างเฉียบพลัน
• ไอมากผิดปกติ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

2.2 ความผิดปกติที่ตับ เกิดภาวะตับอักเสบ

     ให้รีบพบและแจ้งแพทย์ทันที หากท่านมีอาการที่บ่งบอกว่ามีความผิดปกติ ที่ตับเกิดขึ้น ได้แก่
• ผิวเหลืองหรือตาเหลือง (ดีซ่าน)
• ปัสสาวะสีเข้มขึ้นหรือสีน้ำตาล
• อาการปวดบริเวณด้านบนซีกขวาของช่องท้อง
• มีจ้ำเลือดหรือเลือดออกง่ายผิดปกติ
• รู้สึกเพลีย และเหนื่อยมากผิดปกติอย่างชัดเจน ทั้งนี้แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อดูการทำงาน ของตับระหว่างที่ท่านได้ยารักษาโรคมะเร็งปอด แบบมุ่งเป้า

2.3 ความผิดปกติที่ตา

     ให้รีบพบและแจ้งแพทย์ทันที หากท่านมีอาการที่บ่งบอกว่ามีความผิดปกติ ที่ตาเกิดขึ้น ได้แก่
• ปวด บวม แดง น้ำตาไหล เกิดภาวะตาอักเสบ
• ตาพร่ามาก
• เคืองตา ตาแห้งมาก หรือกระจกตาเป็น แผลจากตาแห้งมาก
• ตาไวต่อแสงหรือแพ้แสง
• การมองเห็นเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ

     กล่าวโดยสรุปคือ หากท่านรู้สึกไม่สบาย หรือมีอาการข้างเคียงที่ กระทบต่อการดำเนินกิจวัตรประจำวันของท่านดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้นในขณะที่รับประทานยาต้าน EGFR หรืออาการผิดปกติที่สงสัย ว่าอาจจะเกี่ยวกับยาต้าน EGFR ที่อาจจะไม่ได้กล่าวถึงในหนังสือ เล่มนี้ ให้รีบติดต่อและนัดพบแพทย์ผู้ดูแลทันที ถึงแม้จะไม่อยู่ใน ช่วงเวลาที่แพทย์นัดก็ตาม หรือให้ปฏิบัติตามที่แพทย์ผู้ดูแลของท่าน ได้แนะนำไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มรับประทานยาต้าน EGFR ทางคณะผู้จัดทำ หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ในการดูแลตนเอง และการปฏิบัติตัว เพื่อป้องกันและเมื่อเกิดอาการข้างเคียงจากยาต้าน EGFR


สุดท้ายนี้หมออยากให้ผู้ป่วยมะเร็งปอดคิดว่าโรคมะเร็งปอดระยะ แพร่กระจายก็เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง เหมือนโรคความดันโลหิตสูงหรือ เบาหวาน ผู้ป่วยจะต้องปรับตัวปรับการใช้ชีวิตให้อยู่กับการรักษาที่จะ เกิดขึ้นและอยู่กับเซลล์มะเร็งปอดเล็กๆเหล่านี้ได้ โดยมีคุณภาพชีวิต ที่ดี การดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย รวมทั้งการรับประทานอาหารที่ มีประโยชน์ครบห้าหมู่และการหยุดสูบบุหรี่เป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจาก นี้ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาในแผนปัจจุบันอย่างถูกต้องและทันท่วงที เพื่อบรรเทาอาการและเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย