โดย มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย


มะเร็งปอดไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด?

โดย: หน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
เรียบเรียงและเขียนโดย: พญ.ธัญนันท์ เรืองเวทย์วัฒนา

เผยแพร่: 05/08/2559

     



จริงหรือไม่... มะเร็งปอดไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด ?

     “มะเร็งปอด ไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด” เป็นประโยคที่หมอมักจะบอกผู้ป่วยของหมอทุกคน ในวันที่เราพบกันครั้งแรก และผู้ป่วยที่เพิ่งทราบว่ามีเซลล์มะเร็งปอดอยู่ในร่างกาย ทำไมหมอถึงได้บอกแบบนี้กับผู้ป่วย ส่วนหนึ่งเพื่อให้กำลังใจกับผู้ป่วย อีกส่วนหนึ่งคือมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะว่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ ต้องบอกว่ามีวิวัฒนาการต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทั้งการ วินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นและระยะแพร่กระจาย ซึ่งมีอะไรบ้างนั้นผู้อ่านจะเข้าใจมากขึ้นเมื่อได้อ่าน หนังสือเล่มนี้จบ รวมถึงการดูแลตนเองในระหว่างการรักษาทั้งในแง่มุมของผู้รักษาและผู้ป่วย

ทำความรู้จักกับโรคมะเร็งปอด

     มะเร็งปอด แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 2 ชนิด คือ ชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (small cell lung cancer)และชนิดเซลล์ที่ขนาดไม่เล็ก (non-small cell lung cancer) ซึ่งในกลุ่มหลังนี้พบได้ 85% ของมะเร็ง ปอดทั้งหมด และในกลุ่มนี้ยังมีแยกย่อยออกเป็นชนิดต่างๆ อีกหลายชนิด เช่น squamous cell carcinoma, adenocarcinoma และอื่นๆ กลุ่มที่เป็น adenocarcinoma นั้นปัจจุบันมีการ รักษาด้วยยากลุ่มใหม่ๆ เกิดขึ้น และมีผลการตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดีมาก

     ในสมัยก่อนนั้นการวินิจฉัยมะเร็งปอดทำได้ยาก แต่พอ เข้าสู่ยุคที่มีการทำสแกนคอมพิวเตอร์ (CT scan) การสแกน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และล่าสุดการสแกนด้วย PET scan รวมถึงเทคนิคต่างๆ ของการส่องกล้องหลอดลม และการเจาะ ตรวจชิ้นเนื้อเพื่อให้ได้มาซึ่งการวินิจฉัยเซลล์มะเร็งปอดนั้น ทันสมัยขึ้น ทำให้เราสามารถวินิจฉัยได้รวดเร็วเมื่อผู้ป่วยมีอาการ ผิดปกติ ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านั้นแล้วแต่ว่าตัวเซลล์มะเร็งปอดนั้น อยู่ที่ตำแหน่งไหนในร่างกายเรา โดยส่วนใหญ่มักจะมาด้วยอาการ ไอเรื้อรัง บางครั้งไอแบบมีเสมหะปนเลือด เหนื่อย หายใจไม่ สะดวก นํ้าหนักลดมากในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นต้น ผู้ป่วยบางคนอาจจะมาด้วยอาการทางระบบประสาท ถ้าเซลล์มะเร็งปอด แพร่กระจายไปอยู่ที่สมองหรือไขกระดูกสันหลัง เช่น อาการแขนขาอ่อนแรง ชา กลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ หรือบางคนมี อาการปวดกระดูกมาก ถ้าเซลล์มะเร็งปอดนั้นแพร่กระจายไปอยู่ที่กระดูก เป็นต้น

     การรักษามะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกนั้น การรักษาหลัก คือ การผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันเทคนิคการผ่าตัดก็ก้าวหน้าไป มากกว่าในอดีตมาก ส่วนการรักษามะเร็งปอดระยะลุกลามนั้น ในอดีตที่ผ่านมาการรักษาหลัก คือ การให้ยาเคมีบำบัด ฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำเหมือนเวลาให้นํ้าเกลือ ซึ่งในอดีตนั้นมียาเคมีบำบัดอยู่แค่ไม่กี่ชนิดที่เราสามารถใช้ได้ในการรักษา มะเร็งปอด และผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง และมีการติดเชื้อง่าย เนื่องจากยาเคมีบำบัดนั้น ไปกดการสร้างเม็ดเลือดที่ไขกระดูกในร่างกายอย่างที่เราทราบกันโดยทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยบางคนกลัวการให้ยาเคมีบำบัดมาก แต่อย่างที่หมอได้กล่าวข้างต้น “มะเร็งปอด ไม่น่ากลัวอย่างที่ คุณคิด” ปัจจุบันได้มียาเคมีบำบัดกลุ่มใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายชนิด ซึ่งผลข้างเคียงในการรักษาน้อยกว่ายาเคมีบำบัดในกลุ่มเก่ามาก แต่อย่างไรก็ตาม ยาเคมีในกลุ่มเก่าบางชนิดก็ยังคงต้องใช้ในการ รักษาผู้ป่วย และในปัจจุบันก็มีการพัฒนายากลุ่มใหม่ๆ ที่ได้ผลดีมากในการรักษาอาการข้างเคียงที่เกิดจาก After one cycle of chemotherapy ยาเคมีบำบัดตามมา เช่น ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน หรือยาที่ช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาว เป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่หมอจะบอกและขอยืนยัน คือ “ยาเคมีบำบัด ในการรักษามะเร็งปอด ไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด” จริงๆ

     ในปัจจุบันอย่างที่หมอได้เกริ่นในข้างต้น คือ มียาต้านมะเร็งกลุ่มใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ที่ใช้ได้ผลดี ในมะเร็งกลุ่มที่เป็น Adenocarcinoma โดยการรักษาแบบนี้ทางการแพทย์จะเรียกว่า “การรักษาแบบ ตรงจุด หรือแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy)” เป้าหรือจุดคืออะไร ต้องขออธิบายว่า ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์และหมอมะเร็ง ได้ค้นพบว่าการเกิดมะเร็งปอดนั้นเกิดจากหลายปัจจัย และหนึ่งในปัจจัยเหล่านั้นในผู้ป่วยบางรายมีลักษณะทางพันธุกรรม หรือยีนในร่างกายที่เกิดการกลายพันธุ์ไป ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ในครอบครัว ยีนที่พบว่ามีความ สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปอดนั้น ขณะนี้มีหลักๆ อยู่สองชนิด คือการกลายพันธุ์ของ Epidermal Growth Factor Receptor (EGFR) ซึ่งในคนผิวขาวพบได้ 10-20% แต่ในคนเอเซียพบได้ถึง 50-70% โดยพบมากในคนที่ไม่สูบบุหรี่หรือเลิกสูบบุหรี่ มานานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ความผิดปกติอีกชนิดหนึ่ง คือ การสลับที่และรวมกันของยีน Echinoderm microtubule- associated protein-like 4 fused with the anaplastic lymphoma kinase (EML4-ALK fusion gene) พบได้ประมาณ 5-7% และเช่นกันส่วนมากพบในผู้ป่วยที่ไม่สูบบุหรี่ ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่สูบบุหรี่มักจะไม่พบความผิดปกติของยีน 2 ชนิดนี้ ทำให้ไม่สามารถใช้ยาต้านเฉพาะจุดที่จะกล่าวถึงต่อไปได้


     ปัจจุบันเราสามารถตรวจความผิดปกติของยีนทั้ง 2 ชนิดนี้ได้จากชิ้นเนื้อมะเร็งปอดที่เราทำการผ่าตัดหรือเจาะออกมา ตรวจ และการมียาที่ใช้ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งปอดแบบจำเพาะกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของยีน 2 ชนิดนี้ โดยเป็นยารับประทาน คือ ยากลุ่มต้าน EGFR และยาต้าน ALK ซึ่งผลการตอบสนองต่อยาต้านมะเร็งทั้ง 2 กลุ่มนี้ดีมาก ถึง 60-70% และทำให้ระยะเวลาการรอดชีวิตสูงขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับการใช้ยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียงของยานั้นก็ จะต่างจากยาเคมีบำบัดที่ให้ทางเส้นเลือดดำ คือ ยาในกลุ่มนี้อาจจะทำให้เกิดผื่น ผิวแห้ง สิว ท้องเสีย การเจริญอาหารลดลง หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ในระบบทางเดินอาหารหรือระบบอื่นๆ เกิดขึ้นได้ แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถรับยาและทนยากลุ่มนี้ ได้ดี ผู้ป่วยบางรายมีการตอบสนองต่อยาดี กล่าวคือ ยาสามารถคุมมะเร็งปอดได้นานหลายปี แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายเกิดการดื้อยา กลุ่มนี้ได้เมื่อใช้ไปในระยะเวลาหนึ่งซึ่งเมื่อมีการดื้อยาเกิดขึ้น ก็สามารถเปลี่ยนมาใช้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดได้

     นอกจากนี้ ยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นยา targeted drug เหมือนกัน แต่ช่วยยับยั้งการสร้าง เส้นเลือดในก้อนเนื้อมะเร็ง ซึ่งยากลุ่มนี้เป็นยาฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำและจะใช้ร่วมกันกับยาเคมีบำบัด ในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์และหมอมะเร็งทั่วโลกกำลังทำการศึกษาวิจัยถึงกลไกการดื้อยา และคิดค้น ยาใหม่ๆ เพื่อใช้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่อเกิดการดื้อยาขึ้น รวมถึงได้มีการค้นพบยีนกลายพันธุ์ชนิดต่างๆ ในมะเร็งปอด ซึ่งขณะนี้การศึกษาวิจัยต่างๆ ได้ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่ง ดังนั้นใน อนาคตอันใกล้นี้ อาจจะมียากลุ่มใหม่ๆ อีกหลายกลุ่มที่สามารถใช้ในการรักษามะเร็งปอดอย่าง แน่นอน ดังนั้น “มะเร็งปอด ไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด” จริงๆ อย่างที่หมอกล่าวไว้ในตอนแรก

     กล่าวโดยสรุป คือ การรักษาหลักของมะเร็งปอดระยะลุกลาม ยังคงเป็นการให้ยาเคมีบำบัดส่วนยาต้าน มะเร็งแบบตรงจุดนั้น ควรให้เฉพาะผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของยีนดังที่กล่าวข้างต้นเท่านั้น

สุดท้ายนี้หมออยากให้ผู้ป่วยคิดว่าโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจายก็เป็น โรคเรื้อรังชนิดหนึ่งเหมือนโรคความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน อาการมากก็เพิ่ม หรือเปลี่ยนยา อาการน้อยก็สามารถลดหรือหยุดยาได้ การดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย รวมทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และการหยุดสูบบุหรี่เป็นสิ่งสำคัญ มากสำหรับผู้ป่วย นอกจากนี้ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาในแผนปัจจุบันอย่างถูกต้อง ทัน เวลาเพื่อลดอาการ และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

มะเร็งปอด กับการผ่าตัด

     การผ่าตัดนั้น มีบทบาทสำคัญในกระบวนการรักษาโรคมะเร็งปอดทั้งในด้านการ ให้การวินิจฉัย การรักษา และการแก้ไขภาวะแทรกซ้อนจากมะเร็ง

     การวินิจฉัย เมื่อผู้ป่วยตรวจพบความผิดปกติของภาพถ่ายรังสีที่สงสัยว่าอาจเกิดจากมะเร็ง ขั้นตอนต่อไปคือต้องได้ รับการพิสูจน์ชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันคำวินิจฉัย โดยอาจกระทำได้ด้วยการใช้เข็มเจาะตรวจชิ้นเนื้อจากผนังทรวงอก หรือการส่อง กล้องทางเดินหายใจเพื่อตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจ ในกรณีที่หัตถการทั้ง 2 อย่างนั้นทำไม่ได้ เช่น ก้อนเนื้องอกอยู่ลึก อยู่ใน ตำแหน่งที่เสี่ยงอันตราย หรือทำไปแล้วแต่ไม่สามารถให้การวิจฉัยได้เพราะชิ้นเนื้อที่ตัดออกมามีขนาดเล็กเกินไป การผ่าตัด ทรวงอกเพื่อการวินิจฉัยสามารถทำได้ โดยมีแผลผ่าตัดแผลเล็กๆ บนทรวงอก ตัดเนื้อปอดพร้อมทั้งก้อนเนื้องอกออกมาเป็น รูปลิ่ม วิธีนี้สามารถให้คำวินิจฉัยได้ถูกต้องแม่นยำ เพราะได้ชิ้นเนื้อขนาดใหญ่

     การรักษา ในโรคมะเร็งปอดระยะที่ 1, 2 และในบางกรณีของระยะที่ 3 นั้น การผ่าตัดปอดที่มีมะเร็ง ออกทั้งกลีบ รวมทั้งการตัดต่อมน้ำเหลืองในช่องทรวงอก สามารถช่วยให้มีผลกลีบการรักษาที่ดีขึ้น อัตราการรอดชีวิตยาวนานขึ้น

     การแก้ไขภาวะแทรกซ้อน โรคมะเร็งปอดนั้น อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงเกิดขึ้นได้ เช่น การไอเป็นเลือดรุนแรง การติดเชื้อในทางเดินหายใจ ฝีในปอด ปอดแตก หรือน้ำท่วมปอด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด

ชนิดของการผ่าตัด

     ● ตัดปอดแบบลิ่ม (wedge resection) เป็นการตัดเนื้องอกพร้อมกับเนื้อปอดข้างเคียงออกเป็นรูปลิ่ม
     ● ตัดปอดทั้งกลีบ (lobectomy) เป็นการตัดปอดที่มีเนื้องอกออกทั้งกลีบ
     ● ตัดปอดทั้งข้าง (pneumonectomy) เป็นการผ่าตัดปอดออกทั้งข้าง

ชนิดของแผลผ่าตัด

     แผลผ่าตัดแบบมาตรฐาน (standard thoracotomy) แผลผ่าตัด ยาวประมาณ 20-25 ซม. บริเวณด้านหลังใต้กระดูกสะบักยาวไปตาม ช่องซี่โครงอ้อมไปด้านหน้าใต้ราวนม เป็นแผลมาตรฐานที่สามารถผ่าตัด ปอดได้ทุกชนิด ใช้ในกรณีที่ก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่ กดเบียดอวัยวะ ข้างเคียงที่สำคัญ หรือมีพังผืดในช่องปอดมากๆ

     ผ่าตัดปอดแผลเล็กโดยใช้กล้องวิดิทัศน์ช่วยผ่าตัด (Videoassisted thoracoscopic surgery; VATS) แผลผ่าตัดขนาดเล็ก ยาวประมาณ 3-10 ซม. และมีรูเล็กๆ ขนาด 1 ซม. อีก 1-3 รู เพื่อใส่ กล้องและอุปกรณ์ช่วยผ่าตัด เลือกใช้ในกรณีที่ก้อนเนื้องอกขนาดไม่ใหญ่มาก และไม่ กดเบียดอวัยวะข้างเคียง ช่วยให้ปวดแผลน้อยลง ผู้ป่วยฟื้นตัวไวขึ้น หลีกเลี่ยงแผลผ่าตัด ขนาดใหญ่ และผลการรักษามะเร็งไม่ต่างจากแผลมาตรฐาน

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

     โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงดี สามารถทนต่อการตัดปอดออกทั้งข้างได้ แต่ในราย ที่สภาพร่างกายไม่แข็งแรง ก่อนผ่าตัดผู้ป่วยควรได้รับการตรวจสมรรถภาพปอด เพื่อประเมินความเสี่ยงในการผ่าตัด และ คำนวนหาปริมาตรปอดที่สามารถตัดออกได้อย่างปลอดภัย
     ผู้ป่วยควรได้รับการฝึกกายภาพบำบัด การฝึกไอ ฝึกหายใจ ตั้งแต่ก่อนผ่าตัดเพื่อช่วยให้การฟื้นตัวรวดเร็วยิ่งขึ้น
     การผ่าตัดปอดโดยส่วนใหญ่ เสียเลือดไม่มากนัก แต่ในบางรายที่ก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่ อาจจำเป็นต้องได้รับเลือด 1-2 ยูนิต ดังนั้นผู้ป่วยควรเตรียมญาติมาบริจาคโลหิตไว้ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด เพื่อใช้หากจำเป็น

การนอนโรงพยาบาลและการพักฟื้นหลังผ่าตัด

     ผู้ป่วยต้องเข้านอนโรงพยาบาลก่อนผ่าตัด 1 วัน เพื่อเตรียมตัว งดอาหารและน้ำดื่ม 8 ชม. ก่อนดมยาสลบ การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 2-4 ชม.
     หลังผ่าตัด จะมีสายระบายทรวงอกเพื่อใช้ระบายน้ำ เลือด และลมที่อาจมีรั่วซึมออกมาหลังผ่าตัดได้ จากนั้นใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลต่ออีก 2-5 วัน ก็สามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ หลังจากพักผ่อน หลีกเลี่ยงการออกแรงหนัก 4-6 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะสามารถกลับมาทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติดังเดิม

ผ่าตัดเจ็บหรือไม่ เสี่ยงแค่ไหน ?

     แผลผ่าตัดบริเวณทรวงอกนั้น ต้องขยับเขยื้อนระหว่างการหายใจตลอดเวลา ดังนั้นจึงเจ็บกว่าแผล ผ่าตัดบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย แต่หากสามารถเลือกใช้การผ่าตัดแผลเล็กได้ ร่วมกับการใช้เครื่องบริหารยา ระงับปวดด้วยตนเอง (PCA) หรือการฉีดยาชาในช่องเยื่อหุ้มไขสันหลังชั้นนอก (Epidural block) ก็สามารถ บรรเทาอาการปวดได้เป็นอย่างดีและช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
     ผความเสี่ยงในการผ่าตัด ต้องประเมินตามสภาพร่างกาย ขนาด และตำแหน่งของเนื้องอก ปริมาตร ของเนื้อปอดที่เหลืออยู่หลังผ่าตัดของผู้ป่วยแต่ละคนเป็นรายๆ ไป โดยทั่วไปอัตราการตายต่ำกว่า 1 ใน 100

การผ่าตัดปอดเพื่อรักษามะเร็งนั้น ไม่ได้น่ากลัวหรืออันตราย อย่างที่หลายคนกังวล อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพสูงในการรักษามะเร็ง ปอดระยะต้น หลังผ่าตัดผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวและกลับไปมีชีวิตที่ปกติ ดังเดิมได้อย่างรวดเร็ว

การดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดในมุมมองของผู้รักษา

     สิ่งหนึ่งที่สำคัญของผู้ป่วย คือ ผู้ป่วยควรเข้าใจเป้าหมายและแผนการรักษา เช่น การ รักษาเพื่อให้หายขาด หรือเป็นการรักษาเสริม ซึ่งโดยมากมักเสริมกับการผ่าตัด หรือเป็น การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ โดยตัวผู้ป่วยเองและผู้ดูแลควรทราบข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของยาเคมีบำบัด และผลข้างเคียงของ ยาที่ได้รับโดยการปรึกษาแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็งที่ให้การดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดูแล ตนเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถจัดการกับผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดและยาต้านมะเร็งเฉพาะจุดโดยเบื้องต้น ได้ด้วยตนเอง การเตรียมความพร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ การเข้าใจถึงการรักษาและผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นได้จาก การรักษาเป็นสิ่งสำคัญทำให้ผู้ป่วยสามารถปรับกิจวัตรการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมระหว่างช่วงรับการรักษาได้ดี

     โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้าสู่ขบวนการรักษา สิ่งสำคัญคือ การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง เพื่อลดผลข้างเคียงที่ไม่สามารถ หลีกเลี่ยงได้ คำถามที่พบบ่อยๆ อาทิเช่น

     ไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์ใช่ไหม ? อย่าลืมนะคะว่า ร่างกายที่แข็งแรงและสมบูรณ์จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถต่อสู้ กับความเจ็บป่วย ทนต่อผลข้างเคียงจากการรักษา และช่วยให้ผลตอบสนองต่อการรักษาดีขึ้น การให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วย มะเร็งที่ผอมมากๆ พบว่าได้ผลตอบสนองน้อยกว่าผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะโภชนาการดี ผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการไม่ดีมักจะ ได้รับยาเคมีบำบัดไม่ครบตามที่กำหนด และมีผลกระทบต่อระบบการสร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆ ทำให้เม็ดเลือดต่ำ ดังนั้น ผู้ป่วยควรเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะรับการรักษาดังนี้ คือ รับประทานอาหารที่ให้พลังงานเพียงพอและครบทั้ง 5 หมู่ คือ แป้ง เนื้อสัตว์ ไขมัน ไข่ นม ผัก และผลไม้ ปรุงสุกสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโอกาสทำให้ท้องเสียได้ง่าย เช่น อาหารค้าง ขนมจีน ส้มตำ หรือยำต่างๆ ควรงดการรับประทานผักสด ผลไม้เปลือกบาง เช่น องุ่น ชมพู่ และผลไม้ที่ไม่มี เปลือก เช่น สตอร์เบอรี่ โดยเฉพาะในช่วง 14 วันแรก หลังได้รับยาเคมีบำบัด

     สามารถไปทำงานได้ตามปกติหรือเปล่า ? ผู้ป่วยสามารถมีกิจวัตรประจำวันไปทำงานได้ตามปกติ ออกกำลังกาย ได้พอควร ตามความชอบและเหมาะสม หากมีอาการอ่อนเพลียควรนอนพักฟื้นภายหลังได้รับยาเคมีบำบัด 1-2 วัน ที่บ้าน พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง อาการอ่อนเพลียจะมากน้อยขึ้นอยู่กับสูตรยาเคมีบำบัด และความ แข็งแรงของผู้ป่วยแต่ละราย

     สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ การไปในที่แออัดที่มีคนมากๆ เช่น ตลาด โรงภาพยนตร์ ศูนย์การค้า หากจำเป็นควร สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ไม่ควรใกล้ชิดกับคนที่ไม่สบาย เด็กที่ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ หากจำเป็นควรสวมหน้ากากอนามัยด้วยเช่นกัน

     นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรสังเกตจดบันทึกอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น ถ้ามีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรมาพบแพทย์ก่อนนัด
● มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส
● ท้องเสีย หรือท้องผูกอย่างรุนแรง
● ปวดมาก
● หายใจลำบาก
● คลื่นไส้ อาเจียน อย่างรุนแรง

     อย่าลืมนะคะว่ายังมีทีมแพทย์ พยาบาล เภสัชกร เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย พร้อมจะให้ความช่วยเหลือในทุกโอกาส ผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลเองเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนสำคัญมากที่สุดในการรักษา การร่วมตัดสินใจ รวมถึงการแสดงความเห็น การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย สิ่งที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง คือ กำลังใจในการต่อสู้กับการเจ็บป่วย และการเรียนรู้ที่จะสามารถปรับตัวได้ดีในขณะรับการรักษา และอยู่กับโรคมะเร็งปอดได้อย่างมีความสุข

เมื่อหมอเป็นผู้ดูแล และแม่เป็นผู้ป่วยมะเร็งปอด

     จากประสบการณ์การเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว การดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดแต่ละ ครอบครัวมีความแตกต่างกัน เมื่อมีผู้ป่วยเกิดขึ้นหนึ่งคนย่อมมีผลกระทบต่อสมาชิกของครอบครัว นั้นเสมอ นอกเหนือจากผู้ป่วยยังมีผู้ดูแลที่ต้องการกำลังกายและกำลังใจไม่น้อยไปกว่าผู้ป่วยเลย เมื่อแม่ของหมอป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา หมอต้องเพิ่มบทบาทเป็น ผู้ดูแลแม่ พยายามประยุกต์ใช้หลักการต่างๆ ที่เคยใช้เยี่ยมบ้านผู้ป่วยและผู้ดูแลมาใช้กับตัวเอง อาจทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ต้องเข้าใจ และยอมรับว่าไม่มีสิ่งใดในชีวิตเป็นไปตามตำราได้ทั้งหมด แต่เรื่องราวที่จะนำมาบอกเล่า และแบ่งปันจากนี้ เป็นสิ่งที่หมอทั้งในบทบาทของแพทย์ ผู้ดูแล และลูก รวบรวมจากประสบการณ์ว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้ป่วยและ ผู้ดูแลไม่ผิดไปจากหลักการในตำรา แต่ละครอบครัวน่าจะได้ประโยชน์จากการนำหลักการและแนวคิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ ให้เหมาะสมกับสิ่งที่เป็นอยู่ เปลี่ยนมุมมองจากทุกข์เป็นสุขให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

บทสรุปในมุมของแม่ คือ ผู้ป่วย

     ได้แก่ เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใหม่ อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง หยุดนิ่ง พักได้แรงเพิ่ม เสริมพลังด้วยงานและการออกกำลังกาย ใส่ใจคุณค่าอาหาร เบิกบานต้านซึมเศร้า ปลุกเร้ามิตรภาพทั้งเก่า และใหม่

     - เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใหม่: บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินผู้ป่วยโรคมะเร็งและผู้ดูแลพูดว่า “ทุกอย่างอยู่ ที่ใจ” โรคภัยในร่างกายที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่จิตใจคนเราสามารถปรับแต่งให้เข้มแข็งกว่าร่างกายได้ เสมอ การรับรู้ข่าวร้ายต้องใช้เวลาและความพยายามมหาศาลกว่าจะทำใจยอมรับได้ แม่ค่อยๆ ใช้เวลาทำใจ ปรับตัวปรับใจ ตามสถานการณ์ เปิดใจรับรู้ข้อมูลต่างๆ เพื่อที่จะเข้าใจแนวทางการรักษา ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง และเตรียมตัวรับมือด้วย ความพร้อม

     - อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง: หลังจากรับรู้การเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวด จิตใจมักปฏิเสธอยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็น เรื่องไม่จริง แต่ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปก็ต้องยอมรับว่าการเจ็บป่วยเป็นเรื่องจริงและต้องเผชิญฝ่าฟันไปด้วยกัน ทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และทีมบุคลากรทางการแพทย์ เมื่อยอมรับและเข้าใจรายละเอียดของโรคและเทคโนโลยีความก้าวหน้าทางการ แพทย์สำหรับการรักษาแล้ว จึงให้ร่วมมือในการรักษาแผนปัจจุบัน ไม่ปฏิเสธ หลบหนี หรือแสวงหาหนทางที่ผิดไปจากความ จริงหรือไม่มีหลักฐานว่ารักษาได้จริง

     - หยุดนิ่งพักได้แรงเพิ่ม: ช่วงเริ่มต้นของการวินิจฉัยและรักษา เป็นช่วงที่ร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยเหน็ดเหนื่อย และอ่อนล้ามากที่สุด ทั้งการที่จะต้องเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมมากมาย การรับรู้ข้อมูลใหม่ๆ การต่อสู้กับความรู้สึกต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา กระบวนการรักษามะเร็งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันยาวนาน การมีเวลาอยู่กับตัวเอง งีบหลับ ทำสมาธิ หรือทำงานอดิเรกเบาๆ ในตอนกลางวัน และการนอนหลับให้เพียงพอในตอนกลางคืน เป็นการ รวบรวมกำลังกายที่สำคัญมากเพื่อให้ทุกวันผ่านพันไปได้ด้วยดี หากมีความเครียดหรือนอนไม่หลับร่างกาย จะยิ่งอ่อนล้า ในบางช่วงอาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อให้ยาช่วยให้นอนหลับได้ ลดความตึงเครียด แม่เคยต้องใช้ยานอนหลับช่วยในช่วงแรก แต่ปัจจุบันนอนหลับเองได้ดี ไม่ต้องใช้ยา

     - เสริมพลังด้วยงานและการออกกำลังกาย: ผู้ป่วยมะเร็งปอดไม่จำเป็นต้องนั่ง หรือนอนนิ่งอยู่กับที่เท่านั้น หากการเจ็บป่วยไม่ได้บั่นทอนร่างกายจนเกินไป และแพทย์ไม่ได้ มีข้อห้าม การออกกำลังกายเบาๆ หรือขยับร่างกายโดยการทำงานบ้านอย่างเหมาะสม ฝึกหายใจเข้าออกช้าๆ ดีต่อร่างกายและจิตใจ ทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น จิตใจแจ่มใสเบิกบาน และรู้สึกมีคุณค่ามากขึ้น แม่ยังคงทำงานบ้านเบาๆ เดินชมต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ในสวนอย่างมีความสุขได้ทุกวัน

     - ใส่ใจคุณค่าอาหาร: ผู้ป่วยมะเร็งมักได้รับคำแนะนำให้ใส่ใจและพิถีพิถันมากขึ้นกับอาหารการกิน มีคำแนะนำ เฉพาะเกี่ยวกับอาหารในช่วงที่ให้เคมีบำบัด คือการรับประทานอาหารที่สุก สะอาด มีคุณค่าครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ทั้งเนื้อสัตว์ ข้าว ผัก ผลไม้ รับประทานไข่ขาวให้มากขึ้นเพราะเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายและมีประโยชน์ ผู้ป่วยมักมีอาการเบื่อ อาหาร คลื่นไส้ อาเจียน จากการได้รับเคมีบำบัด และสภาวะจิตใจที่หม่นหมอง แม่เบื่ออาหารในช่วงแรก และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนช่วงที่ได้รับเคมีบำบัดเช่นกัน แต่เราก็สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ในที่สุด โดยการสนุกกับการคิดอาหารไข่ขาว ใหม่ๆ แบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการทำอาหารไข่ขาวให้ผู้อื่นได้รับรู้ สร้างงาน สร้างคุณค่า เป็นผลพลอยได้นอกเหนือ จากการได้อาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย

     - เบิกบานต้านซึมเศร้า: ควรจัดให้มีกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ผู้ป่วยมีจิตใจเบิกบาน ไม่เป็นโรคซึมเศร้า สามารถปล่อยวางและหยุดคิดหมกมุ่นเรื่องโรคภัยในร่างกายได้ชั่วขณะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดและชื่นชอบของแต่ละ บุคคล เช่น การเข้าวัด ฟังธรรม ทำบุญ ฟังเพลง ท่องเที่ยว เล่นกับสัตว์เลี้ยง แม่ชอบอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ ฟังเพลงเก่าๆ ทำอาหาร และประดิษฐ์ประดอยของใช้ในบ้าน

     - ปลุกเร้ามิตรภาพทั้งเก่าและใหม่: คนเรามักคิดว่าการเจ็บป่วยเป็นเรื่องโชคร้ายเฉพาะตน และรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ แท้จริงแล้วทุกคนทุกครอบครัวล้วนผ่านประสบการณ์เรื่องราวการเจ็บป่วยกันมาทั้งนั้น ควรรักษามิตรภาพเพื่อนเก่าไว้คอย บอกเล่าแบ่งปันทุกข์สุขและระบายความรู้สึกบ้าง อาจคุยโทรศัพท์หรือพบปะกันเมื่อร่างกายและจิตใจแข็งแรงพอ ช่วงให้เคมี บำบัดทำให้แม่ผมร่วงและอายไม่อยากพบเจอเพื่อนเก่า แต่พอผมยาวขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น ก็นัดเพื่อนมาเยี่ยมที่บ้าน หรือไป รับประทานอาหารนอกบ้านได้ นอกจากนี้การได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่เป็นผู้ป่วยมะเร็งด้วยกันหรือผู้ดูแลได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันก็ เป็นเรื่องดี เวลามีคนมาขอคำแนะนำแม่จะแนะนำการปฏิบัติตัวและแบ่งปันคู่มือความรู้ และเมนูไข่ขาวให้ด้วยความเต็มใจ

บทสรุปในมุมของหมอ ที่ต้องเป็นผู้ดูแล

     บทสรุปในมุมของหมอ ที่ต้องเป็นผู้ดูแล ได้แก่ รับผิดชอบหน้าที่ใหม่ อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง หยุดนิ่งพักได้ แรงเพิ่ม เสริมพลังด้วยงานและการออกกำลังกาย ใส่ใจคุณค่าอาหาร เบิกบานต้านซึมเศร้า ปลุกเร้ามิตรภาพทั้งเก่าและใหม่

     - รับผิดชอบหน้าที่ใหม่: การเป็นผู้ดูแลเป็นหน้าที่ใหม่ที่ท้าทายและมักจะมาอย่างกะทันหัน ความพยายามจัดสรร เวลาเพื่อให้รับผิดชอบหน้าที่ต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ดูแลควรเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น วางแผนในระยะสั้นและยาว ปรับเวลาการทำงานประจำให้เหมาะสมกับภาระหน้าที่การเป็นผู้ดูแลที่ต้องดูแลผู้ป่วย ทั้งการดูแลที่บ้านและการพาไป โรงพยาบาล ดูแลตารางนัดหมาย จัดยา จัดหาเครื่องมือหรือเวชภัณฑ์ที่จำเป็น จดบันทึกยา อาการ และข้อมูลสำคัญต่างๆ จัดแบ่งสลับภาระหน้าที่ให้กับสมาชิกคนอื่นในครอบครัว

     - อยู่ในโลกแห่งความจริง: อารมณ์เครียด โกรธ โทษตัวเอง วิตกกังวล ซึมเศร้า อ่อนล้า โดดเดี่ยว ไม่มั่นคง เกิดขึ้น กับผู้ดูแลได้ไม่ต่างกับที่เกิดขึ้นในผู้ป่วย ผู้ดูแลต้องใช้เวลาและความพยายามยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานความเป็นจริง ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งเช่นกัน เลือกการรักษาแผนปัจจุบันเป็นหนทางหลัก ไม่นำพาผู้ป่วยไปแสวงหาหนทางรักษาที่บิดเบือน จากความเป็นจริงหรือเสี่ยงอันตราย คอยหาข้อมูลและพูดคุยกับแพทย์ผู้รักษาอย่างสม่ำเสมอ ศึกษาข้อมูลเรื่องสิทธิการรักษา ประกันสุขภาพ ความคุ้มครองต่างๆ

     - หยุดนิ่งพักได้แรงเพิ่ม: ผู้ดูแลที่ทุ่มเทกับการดูแลผู้ป่วยมากจนเกินไปอาจกลายเป็นผู้ป่วยเสียเอง ผู้ดูแลจึงต้องการ พักผ่อนเช่นกัน ผู้ดูแลไม่จำเป็นต้องใกล้ชิดอยู่กับผู้ป่วยตลอด การดูแลไม่จำเป็นต้องลงมือทำสิ่งต่างๆ กับผู้ป่วยเพื่อแสดงออก ถึงการดูแลผู้ป่วยเสมอไป แต่เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองได้ตามสมควร ควรแบ่งเวลาอยู่กับตัวเองบ้างในแต่ละวัน ทำงานอดิเรกที่ชอบ หรือออกไปท่องเที่ยวพักผ่อนโดยไม่ต้องรู้สึกผิด ในตอนกลางคืนควรจัดช่วงเวลาหลับพักผ่อนให้เต็มที่ ควรจัดสิ่งแวดล้อมในบ้านให้สวยงาม ผ่อนคลายและปลอดภัยเสมอสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล หากผู้ป่วยพอช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถติดต่อกันทางโทรศัพท์ หาสมาชิกในบ้านคนอื่นมาสลับสับเปลี่ยนช่วยทำหน้าที่ผู้ดูแลบ้าง

     - เสริมแรงด้วยงานและการออกกำลังกาย: ปรับเปลี่ยนภาระงานประจำที่รับผิดชอบ ให้เป็นงานที่สร้างรายได้ที่ เหมาะสมและมีเวลาเพียงพอที่จะดูแลผู้ป่วย การได้ออกไปทำงาน พบเจอสิ่งแวดล้อมและผู้คนถือเป็นการคลายเครียด สำหรับผู้ดูแล แต่อย่าเครียดกับงานมากจนเกินไป แบ่งเวลาออกกำลังกายบ้าง การทำงานประจำสร้างคุณค่าในตนเอง และ บ่งบอกถึงศักยภาพในการจัดสรรเวลา การออกกำลังกายทำให้ผู้ดูแลร่างกายแข็งแรง จิตใจสดชื่นเบิกบาน ลดความเสี่ยงต่อ โรคมะเร็งและหัวใจ เสริมพลังการดูแลผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้อย่าลืมว่าผู้ดูแลควรตรวจสุขภาพของตนเองทุกปีด้วย

     - ใส่ใจคุณค่าอาหาร: ผู้ดูแลควรรับประทานอาหารในปริมาณที่ เหมาะสม ใส่ใจเลือกซื้ออาหารที่ดีมีประโยชน์เช่นกัน รับประทานผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ และอาหารไข่ขาว เพื่อสุขภาพดีทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล คิด เมนูใหม่ๆ ด้วยกัน มีความสุขสนุกสนาน และสายสัมพันธ์ก็ดีขึ้นด้วย

     - เบิกบานต้านซึมเศร้า: หากผู้ป่วยก็เศร้า ผู้ดูแลก็ท้อ การต่อสู้กับ โรคมะเร็งปอดคงไปไม่ถึงไหน ผู้ดูแลควรทำจิตใจให้เบิกบาน ยินดีกับผลที่ดี ของการรักษา มองหาความสุขเล็กน้อยรอบตัว ถ้ามีความเครียดมาก ซึมเศร้าจนมีผลต่อการ ดำเนินชีวิตประจำวัน หรือติดสารเสพติดควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์

     - ปลุกเร้าสร้างมิตรภาพเก่าและกลุ่มใหม่: การทำหน้าผู้ดูแล อาจทำให้ต้องห่างเหิน กับเพื่อนไปบางช่วง เมื่อมีเวลาว่างมากขึ้นอย่าลืมทวงคืนมิตรภาพเหล่านั้นกลับมา การเป็นผู้ดูแลที่ต่อสู้ ด้วยตัวเองลำพังคนเดียวนั้น หาโอกาสสำเร็จได้ยากและเหน็ดเหนื่อยเกินไปยังมีเพื่อนที่ดีและผู้คนรอบข้างมากมายพร้อมที่จะ ช่วยเหลือ ผู้ดูแลควรบอกและสื่อสารถึงความต้องการอย่างตรงไปตรงมา นอกจากนี้ควรทำความรู้จักเพื่อนใหม่ โดยเฉพาะ ผู้ดูแลด้วยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือกัน และเมื่อได้รับความช่วยเหลือแล้ว อย่าลืมตอบแทนพวกเขา เมื่อมีโอกาส

     การเป็นผู้ป่วยมะเร็งปอด ใช่ว่าจะเป็นโชคร้ายเสมอไป แม้ต้องพักร่างกาย ทำงานได้น้อยลงหรือต้องหยุดการทำงาน ไป แต่ในอีกมุมหนึ่งมะเร็งปอดคืออีกหนึ่งโรคเรื้อรัง เมื่อเป็นแล้วเข้าสู่กระบวนการรักษา ยังมีเวลาพอให้ปรับตัวปรับใจ มีสติ ระมัดระวังการใช้ชีวิตมากขึ้น ตระเตรียมสิ่งต่างๆ และทำอะไรหลายสิ่งที่อยากทำ รักตัวเองมากขึ้น สัมพันธภาพกับผู้อื่น ดีขึ้น อยากทำบุญและทำสิ่งดีงามในช่วงชีวิตที่เหลือ

     การได้เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งปอด แม้จะเป็นภาระหน้าที่ที่หนักเพิ่มมากขึ้นตามเวลาและระยะของโรค แต่ในอีกแง่หนึ่ง การได้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งปอด ได้เห็นความเป็นไปของโรคตลอดการรักษา ทำให้ผู้ดูแลเข้าใจ ใส่ใจสุขภาพตนเองมากขึ้น รอบคอบ ไม่ประมาท คำนึงถึงการวางแผนชีวิตในอนาคต หากเป็นการได้ดูแลบุพการีหรือผู้มีพระคุณถือเป็นความกตัญญู กตเวที ได้ตอบแทนความดี ได้ทำหน้าที่ที่พึงกระทำอย่างยิ่งในชีวิต สมควรที่จะภาคภูมิใจ