โดย มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย


มารุม...มารู้...มะเร็ง...

โดย: นพ.ชวลิต ชยางศุ อายุรแพทย์โรคมะเร็ง ศูนย์มะเร็งโรงพยาบาลสุรินทร์

เผยแพร่: 24/7/2559

     มะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากการแบ่งตัวอย่างผิดปกติของเซลล์ในร่างกายซึ่งยังไม่สามารถบอกสาเหตุได้อย่างชัดเจน อาการของโรคมะเร็งสามารถเกิดอาการจากตัวก้อนมะเร็ง อาการเกิดจากการแพร่กระจาย หรืออาการจากสารที่ผลิตโดยมะเร็งชนิดนั้น การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค หากโรคอยู่ในระยะต้นยังมุ่งหวังการรักษาโดยหวังให้หายขาด แต่หากพบโรคในระยะแพร่กระจายเป้าหมายการรักษาคือการประคับประคอง ในปัจจุบันการรักษาในระยะแพร่กระจายมีการรักษาอันประกอบด้วยยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือยารักษามุ่งเป้า (Targeted therapy) ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งนั้นๆ



บทนำ

     คำว่า “มะเร็ง” ถึงเป็นเพียงสองพยางค์สั้นๆ แต่เชื่อว่ามีผลทั้งทางร่างกายและจิตใจได้อย่างยาวนาน เราจะต่อสู้ได้ดีไม่ว่าเรื่องใดของชีวิตนั้น เคยมีคำกล่าวของซุนวูที่ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” ดังนั้นการที่เราจะสู้กับโรคมะเร็งได้อย่างสมศักดิ์ศรีก็เช่นกัน เราควรจะมีความรู้ ความเข้าใจถึงโรคและวิธีการรักษากันก่อน

     มะเร็ง เป็นโรคที่เกิดจากการแบ่งตัวอย่างผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย ทำให้เกิดเป็นก้อนเนื้อโตขึ้นมาโดยไม่สามารถยับยั้งได้ เซลล์มะเร็งมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง สามารถแพร่กระจายไปยังระบบน้ำเหลือง หลอดเลือด และไปเพาะพันธุ์ยังอวัยวะอื่นๆของร่างกาย (ระยะแพร่กระจาย) นอกจากนั้นมะเร็งยังหลั่งสารหรือฮอร์โมนบางอย่าง ทำให้ร่างกายผิดปกติไปตามชนิดของสารนั้นๆได้อีกด้วย

     อาการที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง ได้แก่
1. อาการที่เกิดจากการกดเบียดของตัวก้อน เช่น ลำไส้อุดตันจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่, อาการไอ หอบเหนื่อยจากโรคมะเร็งปอดไปกดเบียดหลอดลม เป็นต้น
2. อาการที่เกิดจากการแพร่กระจายของโรค เช่น ปวดศีรษะ ชัก จากโรคมะเร็งเต้านมที่แพร่กระจายไปยังสมอง, อาการปวดตามที่ต่างๆ จากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากกระจายไปยังกระดูก เป็นต้น
3. อาการที่เกิดจากสารหรือฮอร์โมนที่มะเร็งชนิดนั้นๆผลิต เช่น ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง จากโรคมะเร็งในช่องปาก, ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ จากโรคมะเร็งปอด เป็นต้น ซึ่งกลุ่มอาการเหล่านี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “paraneoplastic syndrome”

สาเหตุของโรคมะเร็ง

     ถ้าถามหาสาเหตุของโรคมะเร็งนั้น ปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยร่วมกันหลายๆอย่าง ทั้งพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม อาหาร หรือการได้รับปัจจัยเสี่ยง เช่น การได้รับรังสีอัลตร้าไวโอเลตจากแสงแดด,รังสีจากการตรวจเอกซเรย์ทางการแพทย์, ได้รับสารเคมีก่อมะเร็ง (chemical carcinogens) และโรคติดเชื้อไวรัส แบคทีเรียหรือปรสิตบางชนิด

อาการแสดงที่พบบ่อย

     อาการแสดงบางอย่างสามารถพบได้บ่อยในโรคมะเร็ง จนมีคำแนะนำถึงอาการเตือนภัยที่สำคัญ 7 ประการ ซึ่งประชาชนทั่วไปควรมีความรู้และคอยสังเกตตนเอง ดังนี้

1. ระบบขับถ่ายเปลี่ยนแปร ได้แก่ ท้องผูกสลับท้องเสียเรื้อรัง หรือมีมูกเลือด (เตือน!โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก), ปัสสาวะขัดเรื้อรัง (เตือน!โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก)

2. แผลไม่รู้จักหายได้แก่ แผลเรื้อรังในช่องปากที่นานเกิน 2 สัปดาห์ (เตือน!โรคมะเร็งช่องปาก), แผลเรื้อรังบริเวณผิวหนัง (เตือน!โรคมะเร็งผิวหนัง), แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร (เตือน!โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร)

3. ร่างกายมีก้อน ตุ่ม ได้แก่ ก้อนที่รักแร้ ขาหนีบ คอ เรื้อรัง (เตือน!โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง), ก้อนที่เต้านม (เตือน!โรคมะเร็งเต้านม), ตุ่ม ก้อนบริเวณผิวหนัง (เตือน!โรคมะเร็งเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน)

4. กลุ้มใจเรื่องกินกลืนอาหาร ได้แก่ กลืนอาหารไม่ลงหรือติดขัด (เตือน!โรคมะเร็งหลอดคอหรือหลอดอาหาร), ท้องอืด ปวดท้องเรื้อรัง (เตือน!โรคมะเร็งระบบทางเดินอาหาร), น้ำหนักลด เบื่ออาหารไม่ทราบสาเหตุ (เตือน!โรคมะเร็งได้หลายชนิด)

5. ทวารทั้งหลายมีเลือดไหล ได้แก่ เลือดออก หรือตกขาวผิดปกติทางช่องคลอด (เตือน!โรคมะเร็งปากมดลูก), ถ่ายเป็นเลือด (เตือน!โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก), ปัสสาวะเป็นเลือด (เตือน!โรคมะเร็ง กระเพาะอาหาร)

6. ไฝ หูด ที่เปลี่ยนไป ได้แก่ มีไฝ หรือหูด ที่โตขึ้นรวดเร็ว มีเลือดออก มีสีเปลี่ยนไป (เตือน!โรคมะเร็งผิวหนังหรือ โรคมะเร็งไฝ)

7. ไอและเสียงแหบจนเรื้อรัง ได้แก่ ไอ เกินกว่า 2 สัปดาห์ (เตือน!โรคมะเร็งปอด), เสียงแหบเรื้อรัง (เตือน!โรคมะเร็งหลอดคอหรือกล่องเสียง)

การรักษา

     วิธีการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน หลักๆแบ่งเป็น การผ่าตัด, การฉายแสง (รังสีรักษา) และการให้ยาเคมีบำบัด/ยามุ่งเป้า ด้วยการรักษาเหล่านี้ เราสามารถรักษาโดยหวังให้หายขาด (curative intent) ได้ ถ้าตรวจพบโรคมะเร็งในระยะต้นๆ ที่ยังไม่มีการแพร่กระจาย แต่บางครั้งโรคมะเร็งบางชนิดเองก็มาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว คือไม่ค่อยมีอาการ ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์เมื่อโรคแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆแล้ว ซึ่งจุดนี้เอง การรักษาก็จะเปลี่ยนเป้าหมายจากหวังหายขาดมาเป็นประคับประคอง (palliative intent) แทน การรักษาแบบประคับประคองนั้น ถึงแม้โรคไม่หาย แต่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ชะลอการเติบโตของก้อนมะเร็ง และลดอาการทุกข์ทรมานจากโรคหรือภาวะแทรกซ้อนของโรคได้

     ยาเคมีบำบัด (systemic chemotherapy) เป็นยาที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคในระยะแพร่กระจาย หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ยาเคโม” ซึ่งแค่ได้ยินแพทย์พูดว่าต้องให้ยาเคโม ทั้งผู้ป่วยและญาติ ส่วนหนึ่งก็จะปฏิเสธแทบจะทันที อาจเป็นเพราะผลข้างเคียงของยาที่รับทราบ กันมาจาก สื่อโทรทัศน์ ละคร หรือประสบการณ์จากคนรู้จัก ในปัจจุบันองค์ความรู้ในการบริหารยาและการป้องกันผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดพัฒนาไปมาก รวมถึงการมียาเคมีรุ่นใหม่ๆเข้ามา ทำให้ผลข้างเคียงที่น่ากลัวของยาลดลงไปพอสมควร และคงไม่มีภาพผู้ป่วยที่แพ้ยาเคโมมากมายอย่างในละครที่นำเสนอกันอีกต่อไป

     หลักการของยาเคมีบำบัด คือยาจะออกฤทธิ์ฆ่าหรือยับยั้งเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว ซึ่งเซลล์มะเร็งมีคุณสมบัตินั้น จึงสามารถรักษาได้ แต่ในทางกลับกัน ร่างกายของเราเองก็มีเซลล์ปกติที่แบ่งตัวเร็วด้วย ได้แก่ เส้นผม, เยื่อบุทางเดินอาหาร, ไขกระดูก เป็นต้น ดังนั้นผลข้างเคียงที่พบจากการให้ยาเคมีบำบัด ก็เป็นไปตามผลกระทบต่อเซลล์ปกติเหล่านี้ เช่น ผมร่วง, แผลในช่องปาก, ท้องเสีย, เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาวต่ำ การรับประทานอาหารที่ครบทั้ง 5 หมู่ ปรุงสุขและสะอาด จะช่วยให้เซลล์ปกติเหล่านี้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และผลข้างเคียงจากยาก็จะลดลง การงดรับประทานเนื้อสัตว์ ในช่วงที่ได้รับยาเคมีบำบัดนั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก และยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการใดสนับสนุนวิธีการดังกล่าว

     ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้มีการกำเนิดขึ้นของยากลุ่มใหม่ได้แก่ ยามุ่งเป้า (targeted therapy) ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าการรักษาโรคมะเร็งไปอย่างสิ้นเชิง จากเทคโนโลยีและความรู้ที่มีมากขึ้น ทำให้ค้นพบตำแหน่งการกลายพันธุ์ของยีนที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งหลายๆชนิด ซึ่งนำไปสู่การผลิตยาที่มุ่งไปจัดการต้นตอการกลายพันธุ์นั้นๆ โดยมุ่งหวังประสิทธิภาพในการรักษาที่มากขึ้น และมีผลข้างเคียงที่ลดลง เนื่องจากในเซลล์ปกติจะไมการกลายพันธุ์ที่ยาเหล่านี้จะไปจับ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ การรักษาโรคมะเร็งกล้ามเนื้อเรียบในกระเพาะอาหาร (GIST, gastrointestinal tumor) เดิมยาเคมีบำบัดนั้นให้ผลการรักษาที่ไม่ดี และมีอัตราการตายที่สูงมากในช่วง 1 ปีแรกเมื่อโรคแพร่กระจายแล้ว แต่ปัจจุบันโรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยามุ่งเป้าที่ชื่อ imatinib ซึ่งเป็นยาเม็ด มีผลการตอบสนองที่ดีมาก และการที่ผู้ป่วยโรคนี้ในระยะแพร่กระจายจะมีชีวิตยืนยาวเกิน 5 ปี กลับเป็นเรื่องที่พบได้ปกติ นอกจากนี้โรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งไต และโรคมะเร็งไฝ ก็เป็นตัวอย่างโรคที่มียามุ่งเป้าที่ได้ผลการรักษาที่ดีเช่นเดียวกัน

บทส่งท้าย

     จากข้างต้นคงเป็นบทนำให้ผู้อ่านได้มีความรู้ ความเข้าใจในโรคมะเร็งและหลักการรักษาเบื้องต้นมากขึ้น เพื่อเป็นทุนประจำตัว หรือ “รู้เขา” แต่ถ้าเลือกได้ คงไม่มีใครอยากให้คำว่า “มะเร็ง” มาอยู่ใกล้เราหรือคนในครอบครัวอย่างแน่นอน“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” ยังเป็นคำกล่าวที่อมตะเสมอ ดังนั้นถ้าเราอยากหนีให้ไกลจากโรคมะเร็ง ขอฝากข้อปฏิบัติไว้สั้นๆ 3 ข้อ

     1. กำจัดปัจจัยเสี่ยงให้หมด และควรทำทันที!

     2. หมั่นดูแลสุขภาพตนเอง ออกกำลังกาย และสังเกตอาการเตือนภัยที่สำคัญ 7 ประการ

     3. ตรวจร่างกายประจำปีและทำการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตามคำแนะนำปัจจุบัน

     ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน ห่างไกลจากโรคมะเร็งครับ…

เอกสารอ้างอิง

1. เอกสารประกอบการสอนเรื่อง Cancer Therapy โดย พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2. BMC Cancer 2012, 12:90