โดย มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย


ทำความรู้จักกับยาเคมีบำบัด

โดย: มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย

เผยแพร่: 1/7/2552

 ยาเคมีบำบัดคืออะไรและทำงานอย่างไร  เป้าหมายของ การให้ยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง  รูปแบบของยาเคมีบำบัดและระยะเวลาในการรักษา  สามารถรับการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัดที่ไหนได้บ้าง  แล้วจะอยู่ใกล้ชิด กับคนในครอบครัวได้หรือไม่  สามารถไปทำงานได้หรือไม่  ยาเคมีบำบัด มีผลข้างเคียงมากมายจริงหรือ  ได้ยินมาว่า“ยาเคมีบำบัดทำให้ปวดมาก”  สามารถเลือกรับยา ที่ไม่ทำให้ผมร่วงได้หรือไม่  ถ้ามีไข้หลังได้รับยาเคมีบำบัด  ถ้าเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน  ถ้าเกิดอาการท้องเดิน  เมื่อมีอาการอ่อนเพลีย  เมื่อไรควรจะต้องพบแพทย์หลังรับยาเคมีบำบัด  ควรรับประทานอาหารอย่างไรระหว่างรับยาเคมีบำบัด  อาหารเสริมหรือยาบำรุง สามารถลดผลข้างเคียงได้หรือไม่  เพศสัมพันธ์กับยาเคมีบำบัด  ค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด  การรักษาทางเลือกอื่น

ยาเคมีบำบัดคืออะไรและทำงานอย่างไร

     ยาเคมีบำบัด หรือบางท่านอาจเรียกสั้นๆ ว่า “คีโม” ย่อมาจาก “คีโมเทอราปี” (chemotherapy) หมายถึง สารเคมีหลายชนิดที่ออกฤทธิ์ ต้านหรือทำลายเซลล์มะเร็ง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวเร็ว และต่อเนื่อง ยาเคมีบำบัดจะออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง หลายรูปแบบ ทำให้เซลล์ไม่สามารถแบ่งตัวต่อไปและตายในที่สุด

     แม้ว่าปัจจุบันยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็งส่วนมากยังเป็นการใช้ยาเคมีบำบัด แต่ยาต้านมะเร็งยังรวมถึงยากลุ่มอื่นที่มีฤทธิ์ต่อต้านการเจริญเติบโตของ เซลล์มะเร็งด้วยเช่นกัน ยาเคมีบำบัดแตกต่างจากยาต้านมะเร็งกลุ่มอื่นด้วย กลไกการออกฤทธิ์ไปขัดขวางกระบวนการแบ่งเซลล์ในระยะต่างๆ โดยตรง ขณะที่ยาต้านมะเร็งอื่น เช่น ยาต้านฮอร์โมน ออกฤทธิ์ต้านการสร้างหรือการใช้ ฮอร์โมนในการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ยาต้านมะเร็งแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) อาจออกฤทธิ์ต้านการทำงานของโปรตีนในเซลล์มะเร็ง แล้วจึงมีผล ต่อการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในภายหลัง

ยาเคมีบำบัดแตกต่างจากยาต้านมะเร็งกลุ่มอื่นด้วยกลไกการออกฤทธิ์ไปขัดขวางกระบวนการแบ่งเซลล์ในระยะต่างๆ โดยตรง

เป้าหมายของการให้ยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง

     แพทย์อาจใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน โรคมะเร็ง หลายชนิดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว เช่น มะเร็งเม็ดโลหิต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งลูกอัณฑะ แพทย์จะใช้ยาเคมี บำบัดเป็นการรักษาหลัก

     สำหรับโรคมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ ปอด และมะเร็งอื่นอีกหลายชนิด ภายหลังจากการผ่าตัดรักษา อาจให้ยาเคมีบำบัดเพื่อการรักษาเสริม โดยมี เป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสหายขาดให้สูงขึ้นกว่าการรักษาเฉพาะที่เพียงอย่างเดียว การให้ยาเคมีบำบัดในกรณีนี้ เพื่อหวังว่าจะกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังเล็ดลอดจาก การผ่าตัดรักษาที่ไม่สามารถมองเห็นหรือตรวจพบได้จากเอ็กซ์เรย์ บางกรณี ที่ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ การรักษาเฉพาะที่ก่อนทันทีอาจได้ผลในการรักษา ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น การผ่าตัดมะเร็งเต้านมก้อนขนาดใหญ่มากหรือลุกลาม จนเป็นแผลแตก อาจทำให้ผ่าตัดออกไม่ได้หมด เกิดการแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น หรือเสียรูปร่างของเต้านมมาก แพทย์อาจเลือกใช้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด เพื่อช่วยลดขนาดของก้อนลงจนทำให้ศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดได้สะดวกขึ้น

     ในการรักษาโรคมะเร็งบางชนิดที่ใช้การรักษาด้วยการฉายรังสีเป็นหลัก เช่น มะเร็งโพรงหลังจมูก มะเร็งทวารหนัก การให้ยาเคมีบำบัดพร้อมกับ การฉายรังสี จะช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น

     สำหรับผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของโรคมะเร็งไปมากแล้ว การให้ ยาเคมีบำบัดอาจทำเพื่อหวังผลการควบคุมไม่ให้โรคลุกลาม โดยไม่ได้หวังผล ในการทำให้โรคหายขาด ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น อาการจากโรคลดลง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ภายหลังจากการผ่าตัดรักษาอาจให้ยาเคมีบำบัดเพื่อการรักษาเสริม โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสหายขาดให้สูงขึ้นกว่าการรักษาเฉพาะที่เพียงอย่างเดียว

รูปแบบของยาเคมีบำบัดและระยะเวลาในการรักษา

     ยาเคมีบำบัดมีรูปแบบได้หลายอย่าง ส่วนมากเป็นยาฉีดโดยการหยด ร่วมกับสารน้ำเข้าทางหลอดเลือดดำ ยาเคมีบำบัดแบบรับประทานช่วยให้ การบริหารยาสะดวกมากขึ้น ลดการเข้าพักในโรงพยาบาลเพื่อให้ยาเคมีบำบัด นอกจากนี้มีการให้ยาเคมีบำบัดในรูปแบบอื่นซึ่งพบไม่บ่อย เช่น การให้ยาเคมี บำบัดทางหลอดเลือดแดงในการรักษามะเร็งตับ ให้ยาเคมีบำบัดทางช่อง ของไขสันหลังที่มีน้ำไขสันหลัง เพื่อรักษามะเร็งที่กระจายเข้าไปในเยื่อหุ้มสมอง และไขสันหลัง

     บางครั้งแพทย์อาจเลือกให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดพร้อมกันเป็น สูตรยาในการรักษา การให้ยาร่วมกันหลายขนานในสูตรการรักษาหนึ่งๆ เพื่อให้ ประสิทธิภาพในการรักษาสูงขึ้น สูตรยาต้องเป็นสูตรมาตรฐานที่ได้ผ่าน การศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ มากพอจนทราบถึงประสิทธิภาพและ ผลข้างเคียงที่แน่นอน ก่อนที่จะนำมาใช้ในเวชปฏิบัติเพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ทั่วไป โดยทั่วไปแล้วการรักษาโรคมะเร็งเลือกผสมสูตรยาเองโดยไม่ผ่าน การศึกษาอย่างเป็นระบบ จึงไม่สามารถลองทำได้



     เซลล์ปกติในร่างกายบางชนิดก็มีการแบ่งตัวต่อเนื่องเช่นกัน ตัวอย่าง ของเซลล์ปกติที่มีการแบ่งตัวต่อเนื่อง ได้แก่ เซลล์เม็ดเลือด เซลล์ผิวหนังและ เยื่อบุทางเดินอาหาร เส้นผม หมายความว่าการทำลายเซลล์มะเร็งของยาเคมี บำบัด อาจทำลายเซลล์ปกติในร่างกายที่กำลังแบ่งตัวด้วย แต่โดยทั่วไปแล้ว เซลล์ปกติของร่างกายจะมีกำลังสำรองสูง สามารถฟื้นตัวภายหลังได้อย่าง รวดเร็วหลังหยุดพักยาเคมีบำบัดชั่วคราว การให้ยาเคมีบำบัดจึงต้องมีระยะเวลา พักยา เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวจากผลข้างเคียงของยา สูตรยาเคมีบำบัดจึงเป็น การให้ยาเป็นระยะ รอบการให้ยาโดยทั่วไปจะเป็น 3 หรือ 4 สัปดาห์ ใน 1 รอบ อาจมีการให้ยามากกว่า 1 ครั้งแล้วแต่สูตรของการรักษา โดยมากการรักษา จะเป็นระยะเวลาเฉลี่ย 4-6 เดือน ต่อ 1 สูตรการรักษา ซึ่งอาจหมายถึง การบริหารยา 4-8 รอบ ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดจะแตกต่างกัน ตามชนิดของยา วิธีการบริหารยา การใช้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน และวิธีการป้องกันผลข้างเคียงที่มีอยู่ ยาเคมีบำบัดยุคใหม่มักถูกผลิตขึ้นมา ให้มีผลข้างเคียงบางอย่างลดน้อยลง ทำให้สามารถนำยามาใช้รักษาผู้ป่วย มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมทั้งได้รับผลข้างเคียงน้อยที่สุด

บางครั้งแพทย์อาจเลือกให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดพร้อมกันเป็นสูตรยาในการรักษา การให้ยาร่วมกัน หลายขนานในสูตรการรักษาหนึ่งๆ เพื่อให้ประสิทธิภาพในการรักษาสูงขึ้น

สามารถรับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดที่ไหนได้บ้าง

     การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะทางโรคมะเร็ง เนื่องจากโรคมะเร็งเป็นโรคที่มีความซับซ้อน ต้องการ แพทย์ผู้เข้าใจโรคเป็นอย่างดี ประกอบกับยาเคมีบำบัดเป็นยาที่มีผลข้างเคียง ที่อาจมีอันตราย ปัจจุบันในประเทศไทยมีแพทย์ผู้ชำนาญที่ผ่านการฝึกอบรม เฉพาะทางด้านการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัด ภายใต้การกำกับดูแล ของมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย คือ อายุรแพทย์โรคมะเร็ง จำนวน ประมาณ 100 ท่าน ตามโรงพยาบาลและศูนย์มะเร็งต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีหน่วยให้ยาเคมีบำบัดที่มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ เช่น เภสัชกรปรุงยา และพยาบาลที่ชำนาญการในการบริหารยาเคมีบำบัด

การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคมะเร็ง เนื่องจากโรคมะเร็งเป็นโรคที่มีความซับซ้อน ต้องการแพทย์ผู้เข้าใจโรคเป็นอย่างดี

แล้วจะอยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวได้หรือไม่

     โรคมะเร็งไม่ใช่โรคติดต่อ การสัมผัสผู้ป่วยไม่สามารถถ่ายทอด โรคมะเร็งได้ เมื่อยาเคมีบำบัดเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย ส่วนมากจะถูกเปลี่ยนแปลง เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต้านมะเร็งที่ตับ หรือภายในเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวรวดเร็ว หลังจากนั้นจะถูกขับออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะของผู้ป่วย โดยมากจะขับถ่าย ออกจากร่างกายจนหมดภายใน 1-2 สัปดาห์ ปริมาณที่ขับออกมาจะเป็น ปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณของสิ่งขับถ่ายอื่น ดังนั้น ยาที่ถูกขับถ่าย ออกมาจึงไม่เกิดพิษต่อผู้อื่นได้ เนื่องจากไม่ได้รับเข้าไปในร่างกายโดยตรง ทางการรับประทานหรือเข้าเส้นเลือด การอยู่ร่วมกับผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด จึงไม่มีอันตรายจากยาเคมีบำบัดแต่อย่างใด ตรงกันข้าม การดูแลจากบุคคล ในครอบครัวจะเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อสู้กับโรคได้ดียิ่งขึ้น

สามารถไปทำงานได้หรือไม่

หากมีความจำเป็นต้องทำงานในระหว่างที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก และการทำงานในสถานที่กลางแจ้งหรือสถานที่ผู้คนแออัด

     ในปัจจุบันนี้ มีพัฒนาการทางการแพทย์และยาต่างๆ อย่างมากมาย รวมถึงยาเคมีบำบัดด้วย โดยจะพบว่าผู้ป่วยบางรายขณะที่กำลังอยู่ในช่วงได้รับ การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ก็สามารถมีคุณภาพชีวิตและทำกิจวัตรประจำวัน ต่างๆ ได้ไม่ต่างจากเดิมมากนัก

     ผู้ป่วยหลายๆ คน สามารถไปทำงานได้แม้ว่ายังอยู่ในช่วงที่รับการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัด แต่ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับสภาวะของร่างกายที่ฟื้นตัวอย่างดี หลังจากที่ได้รับเคมีบำบัดในรอบนั้นๆ แผนตารางการให้ยาเคมีบำบัดในครั้งต่อไป และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ลักษณะของงานที่ทำ

1. สภาวะของร่างกายที่ฟื้นตัวหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด
     อาการจากผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดที่จะเกิดขึ้นในแต่ละคนอาจ แตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของเคมีบำบัดที่ได้รับ สภาพร่างกาย ก่อนที่ได้รับยาเคมีบำบัด ชนิดและระยะของโรคมะเร็ง โดยจะพบว่าผลข้างเคียง ที่มักพบได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่คือ อาการอ่อนเพลีย ซึ่งอาจจะเกิดประมาณ 3-7 วันหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด หากผู้ป่วยรู้สึกว่าหายจากอาการอ่อนเพลีย และผลข้างเคียงต่างๆ จากยาเคมีบำบัดแล้ว ก็สามารถไปทำงานได้ แต่ต้อง พิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย
2. แผนตารางการให้ยาเคมีบำบัด
     ในปัจจุบันมีสูตรยาเคมีบำบัดหลายชนิด แม้แต่ในมะเร็งชนิดเดียวกัน ก็ตาม อาจมีความถี่ในการให้ยาไม่เหมือนกัน ซึ่งผู้ป่วยสามารถสอบถาม จากแพทย์ได้ เพื่อวางแผนเกี่ยวกับการหยุดพักหรือการทำงานในระหว่างที่ รับการรักษา นอกจากนั้นจะได้วางแผนเกี่ยวกับการดูแลตนเองหลังจากได้รับ ยาเคมีบำบัด เช่น หลังจากที่ได้รับยาเคมีบำบัดประมาณ 10-14 วัน มักจะ มีเม็ดเลือดขาวต่ำจากยาเคมีบำบัดได้ ซึ่งในช่วงนี้ควรต้องระมัดระวังเรื่อง การติดเชื้อต่างๆ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก และอาจเป็นช่วงที่ไม่เหมาะต่อการไปทำงานนอกบ้าน เป็นต้น
3. ลักษณะของงาน
     หากมีความจำเป็นต้องทำงานในระหว่างที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมี บำบัด ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก และการทำงานในสถานที่กลางแจ้ง หรือสถานที่ผู้คนแออัด หากเป็นไปได้ควรพูดคุยกับนายจ้างถึงความจำเป็น ในประเด็นดังกล่าว

ยาเคมีบำบัดมีผลข้างเคียงมากมายจริงหรือ

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับ ชนิดของสูตรยาเคมีบำบัด ขนาดของ ยาเคมีบำบัดที่ได้รับ และสภาวะของผู้ป่วยก่อนที่จะได้รับยาเคมีบำบัด

     ยาเคมีบำบัดที่ใช้สำหรับการรักษาโรคมะเร็งนั้น มีการออกฤทธิ์ โดยไปทำลายเซลล์มะเร็ง และยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง หลังจากที่ ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัดทางเส้นเลือด หรือแม้แต่โดยการรับประทาน ยาเหล่านี้ จะกระจายไปทั่วร่างกายและออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง แต่จะพบว่าเซลล์ปกติ อื่นๆ ในร่างกายก็ย่อมมีผลกระทบจากยาเคมีบำบัดดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะ เซลล์ปกติที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์และแบ่งตัวได้เร็ว เช่น เซลล์เม็ดเลือด ต่างๆ ในไขกระดูก ซึ่งจะส่งผลไปกดการสร้างเม็ดเลือดจากไขกระดูก ทำให้ เกิดมีภาวะเม็ดเลือดต่ำกว่าปกติได้ เซลล์เยื่อบุตามทางเดินอาหารตั้งแต่ ในช่องปากจนถึงลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง ทำให้เกิดแผลในเยื่อบุต่างๆ รวมถึงการเกิด ท้องเสีย เซลล์ในระบบสืบพันธุ์ อาจทำให้เป็นหมันได้ในเพศชาย และเซลล์ บริเวณรูขุมขนของเส้นผม ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผมร่วง โดยผลกระทบดังกล่าว มักเป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น พอหมดฤทธิ์ของยาเคมีบำบัดแล้วอาการต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

     จะพบว่าผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยแต่ละคนอาจแตกต่าง กันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของสูตรยาเคมีบำบัด ขนาดของยาเคมีบำบัดที่ได้รับ และสภาวะของผู้ป่วยก่อนที่จะได้รับยาเคมีบำบัด ไม่ได้แปลว่าท่านต้องมีอาการ เหล่านี้ทั้งหมด แพทย์ที่ดูแลจะให้ข้อมูลที่ละเอียดแก่ท่านก่อนการให้ยา


ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่
     1. อาการอ่อนเพลีย
     2. อาการคลื่นไส้ และอาเจียน
     3. ปวดเมื่อยตามร่างกาย
     4. ผมร่วง
     5. การติดเชื้อ
     6. การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
     7. ภาวะซีด หรือเม็ดเลือดขาวต่ำ
     8. แผลที่เยื่อบุภายในช่องปาก
     9. ท้องผูก หรือถ่ายเหลว



     แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมียาเคมีบำบัดกลุ่มใหม่ๆ ซึ่งมีผลข้างเคียง ค่อนข้างน้อย นอกจากนั้นยังมีแนวทางและยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษา ผลข้างเคียงต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ยาที่ใช้รักษาภาวะคลื่นไส้อาเจียน จากการได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งในปัจจุบันนี้มียากลุ่มนี้หลายขนานที่สามารถ ควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ดีมาก

     ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ควรสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจากแพทย์ และพยาบาล เพื่อให้เกิดผลกระทบจากยาเคมีบำบัดน้อยที่สุด และเพื่อให้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีในขณะที่ได้รับการรักษา

ได้ยินมาว่า“ยาเคมีบำบัดทำให้ปวดมาก”

มียาเคมีบำบัดบางชนิดที่อาจทำให้มีอาการปวดได้หลังจากที่ได้รับยา เสร็จแล้วหลายวันให้หลัง ซึ่งอาจมีอาการแสดงได้ในรูปแบบต่างๆ กัน

     โดยทั่วไปแล้วระหว่างที่ได้รับยาเคมีบำบัดเข้าเส้นเลือด ไม่ควรมีอาการ เจ็บปวดใดๆ ยกเว้นในกรณีที่มีการรั่วของยาออกนอกเส้นเลือด ซึ่งท่านต้อง รีบแจ้งให้พยาบาลทราบทันที มียาเคมีบำบัดบางชนิดที่อาจทำให้มีอาการปวดได้ หลังจากที่ได้รับยาเสร็จแล้วหลายวันให้หลัง ซึ่งอาจมีอาการแสดงได้ในรูปแบบ ต่างๆ กัน เช่น ปวดแสบปวดร้อน ปวดแบบเหน็บชา ปวดแปล๊บๆ ที่บริเวณมือ และเท้า ปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้อ และอาจรวมถึงปวดจุกท้องคล้าย โรคกระเพาะอาหาร หรือบางครั้งการปวดอาจเป็นผลสืบเนื่องจากผลข้างเคียงอื่น จากยาต้านมะเร็ง เช่น อาการเจ็บในเยื่อบุช่องปากจากยาที่ทำให้เยื่อบุอักเสบ เป็นต้น

     อาการปวดต่างๆ เหล่านี้ อาจเกิดได้ทั้งจากโรคมะเร็งหรือจากการได้รับ ยาเคมีบำบัดบางชนิด ซึ่งหากมีอาการปวดดังข้างต้น ควรรีบแจ้งให้ทราบ เนื่องจากทั้งแพทย์และพยาบาลมีแนวทางในการบรรเทาอาการปวดเหล่านั้น และหากอาการปวดเกิดจากยาเคมีบำบัด มักจะมีอาการเพียงแค่ไม่กี่วัน หลังจากที่ได้รับยาเคมีบำบัดครบ



แนวทางปฏิบัติที่จะบรรเทาอาการปวด ได้แก่
1. แจ้งอาการให้แพทย์และพยาบาลรับทราบ โดยควรบอกรายละเอียด เกี่ยวกับอาการปวด ดังนี้
     - บริเวณหรือตำแหน่งที่มีอาการปวด
     - ระบุลักษณะของอาการปวด
     - ระบุความรุนแรงของอาการปวด โดยแนะนำให้ผู้ป่วยเป็น ผู้ประเมินแอง โดยให้เป็นคะแนน จาก 0-10 (0 คะแนน แสดงว่าไม่มีอาการปวดเลย และให้คะแนนตามความรุนแรง ของอาการปวด โดยที่ 10 คะแนน แสดงถึงมีอาการปวด มากที่สุด)
     - ระยะเวลาที่มีอาการปวดนานเท่าใด
     - มีวิธีในการบรรเทาอาการปวดด้วยตัวเองอย่างไร
     - ประวัติการรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ และยา ชนิดนั้นๆ สามารถควบคุมอาการปวดได้หรือไม่
2. ควรแจ้งให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนใกล้ชิดรับทราบถึงอาการปวด เพราะบุคคลเหล่านั้นจะสามารถช่วยสังเกตอาการปวดได้ดี และอาจเป็นคนที่ แจ้งอาการต่างๆ กับแพทย์และพยาบาล ในกรณีที่ผู้ป่วยปวดมากจนไม่สามารถ ให้ประวัติได้
3. รับประทานยาบรรเทาอาการปวดตามที่แพทย์จัดให้เท่านั้น โดยต้อง รับประทานยาตามขนาดและเวลาที่ระบุอย่างเคร่งครัด ถึงแม้จะไม่มีอาการปวด หลังจากรับประทานยาไปแล้วก็ตาม
4. หมั่นดูแลรักษาสุขภาพ โดยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ พยายาม หาทางคลายความวิตกกังวลด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อเหยียดคลายความรัดเกร็งของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกาย และฝึกการหายใจเข้าออกลึกๆ
5. ติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง และหากอาการปวดยังไม่บรรเทา ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องและรักษาด้วย วิธีอื่นๆ ต่อไป เนื่องจากปัจจุบันมียาต่างๆ มากมายในการควบคุมอาการปวด

การเลือกใช้ยาจำต้องเลือกยาโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพในการรักษา เป็นหลัก การเลี่ยงไปใช้ยาที่ไม่ทำให้ผมร่วงอาจทำให้ผลการรักษาโรคมะเร็งของท่านไม่ดีได้

สามารถเลือกรับยาที่ไม่ทำให้ผมร่วงได้หรือไม่

     ยาเคมีบำบัดบางชนิดมีผลข้างเคียงทำให้ผมร่วงได้ และในปัจจุบันก็มี ยาเคมีบำบัดที่ทำให้เกิดผมร่วงเพียงแค่เล็กน้อยโดยไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม อย่างชัดเจน

     ภาวะผมร่วงที่เกิดจากยาเคมีบำบัด มักจะเกิดหลังจากได้รับยาเคมี บำบัดประมาณ 2-3 สัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้รับยาเคมีบำบัด ครบแล้ว ก็จะค่อยๆ เริ่มมีการกลับมาของเส้นผมได้อีกครั้งภายใน 2-3 เดือน ดังนั้น หลังจากที่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้แล้ว น่าจะคลายความวิตกกังวล เกี่ยวกับเรื่องผมร่วงได้ เนื่องจากการเลือกใช้ยาจำต้องเลือกยาโดยคำนึงถึง ประสิทธิภาพในการรักษาเป็นหลัก การเลี่ยงไปใช้ยาที่ไม่ทำให้ผมร่วงอาจทำให้ ผลการรักษาโรคมะเร็งของท่านไม่ดีได้

     ข้อแนะนำในการเตรียมตัวและดูแลเส้นผม ทั้งก่อนและหลังที่จะเกิด ผมร่วง
1. การเตรียมตัวก่อนที่จะเกิดภาวะผมร่วง
     1.1 สอบถามแพทย์และพยาบาลเกี่ยวกับยาเคมีบำบัดที่ได้รับ รวมถึงโอกาสที่จะเกิดผมร่วงจากสูตรยาเคมีบำบัดนั้นๆ
     1.2 อาจพิจารณาตัดผมให้สั้นหรือโกนศีรษะ เพื่อจะได้ดูแลภาวะ ผมร่วงที่จะเกิดได้ง่ายขึ้น และอาจทำให้ไม่รู้สึกขาดความ มั่นใจมากนัก
     1.3 หากมีแผนเตรียมรับมือกับภาวะผมร่วงด้วยการใส่วิกผม ควรเลือกซื้อวิกผมในขณะที่ยังไม่เกิดภาวะผมร่วง เนื่องจาก จะได้เลือกวิกผมที่คล้ายกับลักษณะเส้นผมเดิมและเข้าได้กับ บุคลิก และสิ่งสำคัญวิกนั้นควรจะสวมใส่สบายไม่ระคายเคือง ต่อหนังศีรษะ
     1.4 ทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะอย่างทะนุทะนอม โดยการใช้แชมพูสูตรอ่อนโยน และเช็ดเส้นผมด้วยผ้านุ่ม ที่สะอาดอย่างเบาๆ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ระคายเคืองต่อเส้นผม และหนังศีรษะ เช่น การเป่าผม การดัดและย้อมสีผม รวมถึง การใช้สเปรย์ฉีดผม
2. การปฏิบัติตัวหลังจากมีภาวะผมร่วง
     2.1 หลีกเลี่ยงการระคายเคืองต่อหนังศีรษะ โดยการสวมหมวกผ้า นิ่มๆ หรือใช้ผ้าพันศีรษะเวลาออกนอกบ้าน และหลีกเลี่ยง สถานที่ที่มีอากาศร้อนจัดหรือหนาวมาก รวมถึงอาจพิจารณา ทาครีมกันแดดที่หนังศีรษะเพื่อป้องกันความระคายจากแสงแดด
     2.2 หาอุปกรณ์ที่นิ่มและสวมใส่สบายเพื่อปกคลุมหนังศีรษะอย่าง มิดชิด หากต้องอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็นจัด
     2.3 จัดหาหมอนหนุนศีรษะรวมถึงปลอกหมอนที่นิ่มและไม่ระคายเคือง
     2.4 หากมีความวิตกกังวลหรือเครียดจากภาวะผมร่วง สามารถ ซักถามกับแพทย์และพยาบาล หรืออาจพูดคุยกับคนในครอบครัว และเพื่อนใกล้ชิด

ถ้ามีไข้หลังได้รับยาเคมีบำบัด

หากมีไข้หลังจากที่ได้รับยาเคมีบำบัดไปแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและต้องรีบมาพบ แพทย์โดยเร็ว เพราะเนื่องจากยาเคมีบำบัดจะกดการสร้างเม็ดเลือดขาวจากไขกระดูกให้มีปริมาณน้อยลง

     ภาวะไข้ คือ การที่มีอุณหภูมิร่างกายมากกว่า 38 องศาเซลเซียส โดยใช้ปรอทวัดทางใต้ลิ้นอย่างน้อย 3 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง หรือหากวัดแล้ว อุณหภูมิมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียสเพียงครั้งเดียวก็ถือว่ามีไข้แล้ว

     สาเหตุส่วนใหญ่ของไข้มักเกิดจากการติดเชื้อ และหากมีไข้หลังจากที่ ได้รับยาเคมีบำบัดไปแล้วนั้น เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและต้องรีบมาพบ แพทย์โดยเร็ว เพราะเนื่องจากยาเคมีบำบัดจะกดการสร้างเม็ดเลือดขาวจาก ไขกระดูกให้มีปริมาณน้อยลง ซึ่งจะมีโอกาสเกิดภาวะติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรง กว่าคนปกติ

วิธีปฏิบัติและป้องกันภาวะไข้และการติดเชื้อหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด
1. รีบมาพบแพทย์หากมีไข้หลังจากที่ได้รับยาเคมีบำบัด โดยเฉพาะ หากมีไข้หลังจากที่ได้รับยาเคมีบำบัดไปแล้วประมาณ 10-14 วัน เนื่องจากเป็นช่วงที่ไขกระดูกถูกกดจากยาเคมีบำบัด จึงอาจต้อง ตรวจเลือดสำหรับดูระดับเม็ดเลือดขาว เพื่อประเมินเรื่องการ ติดเชื้อ และวางแผนการรักษาอย่างทันท่วงที
2. หมั่นดูแลสุขภาพช่องปาก โดยการแปรงฟันหลังมื้ออาหารทุกมื้อ หรืออย่างน้อยตอนเช้าหลังตื่นนอนและตอนก่อนนอน ควรเลือก ใช้แปรงสีฟันชนิดขนนิ่ม หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากที่มี แอลกอฮอล์ผสม เนื่องจากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้
3. รับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงสุกด้วยความร้อนทุกมื้อ และ ควรล้างทำความสะอาดผักและผลไม้ทุกครั้งก่อนรับประทาน หลีกเลี่ยงการรับประทานผักดิบในช่วงที่เม็ดเลือดขาวต่ำ (โดยทั่วไปจะเกิดประมาณ 10-14 วันหลังรับยา) หากรับประทาน ผลไม้ ห้ามรับประทานทั้งเปลือก
4. ควรดื่มน้ำที่สะอาดโดยผ่านการฆ่าเชื้อ
5. ดูแลสุขลักษณะอนามัยของมืออย่างสม่ำเสมอ โดยการล้างมือ ด้วยสบู่หรือเจลทำความสะอาดมือทุกครั้ง หลังจากสัมผัสสิ่งของ ต่างๆ หรือหลังจากทำกิจกรรมต่างๆ และพยายามหลีกเลี่ยง การแคะ แกะ เกา ตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
6. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากสัมผัสสัตว์เลี้ยง และควร หลีกเลี่ยงการทำความสะอาดกรงสัตว์เลี้ยงต่างๆ หรือตู้ปลา เนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายในขณะที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำ
7. หลีกเลี่ยงสถานที่และชุมชนที่มีผู้คนแออัด
8. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดคนที่ป่วยเป็นไข้หวัด ไข้ออกหัด และ อีสุกอีใส อีกทั้งเด็กที่เพิ่งได้รับวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสหรือ โปลิโอ เนื่องจากมีโอกาสที่จะมีการแพร่กระจายเชื้อโรคมาได้
9. ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งหากมีความประสงค์ที่จะฉีดวัคซีน เพราะหากได้รับวัคซีนชนิดที่เชื้อยังมีชีวิต ในขณะที่มี เม็ดเลือดขาวต่ำหรือมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง จะมีโอกาสที่ เชื้อนั้นๆ จะแพร่กระจายในร่างกายได้
10. หากมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมกับมีไข้มากกว่า 38 องศาขึ้นไป ควรรีบมาพบแพทย์ทันที โดยไม่ต้องลองรับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol, Tylenol, Sara) แอสไพริน (Aspirin) บรูเฟนหรือไอบูโปรเฟน (Brufen, Ibuprofen) ก่อนมาพบแพทย์ โดยอาการต่างๆ ที่ต้องสังเกตคือ
     - อาการหนาวสั่น
     - ผิวหนังและข้อมีลักษณะบวม แดง ร้อน และกดเจ็บ
     - อาการไอ เจ็บคอ ปากอักเสบ
     - ปวดบริเวณหู
     - ปวดศีรษะ โดยเฉพาะปวดศีรษะร่วมกับมีคอแข็ง
     - ปัสสาวะแสบขัด หรือมีสีขุ่น หรือมีเลือดปน
     - ท้องเสีย ถ่ายเหลว
     - ปวดหรือกดเจ็บบริเวณโพรงไซนัส

     เมื่อมาพบแพทย์ ท่านควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคมะเร็งที่เป็น และวันที่รับการรักษาครั้งล่าสุด แพทย์จะตรวจเลือดเพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาว เพื่อประเมินเรื่องการติดเชื้อ และวางแผนการรักษาอย่างทันท่วงที

ถ้าเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน

     คลื่นไส้ อาเจียน เป็นอาการที่พบมากที่สุด และเป็นอาการที่ผู้ป่วย กังวลมากจนอาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่อยากรับยาเคมีบำบัด อาการคลื่นไส้อาเจียนอาจเกิดหลังการให้ยาเคมีบำบัดทันที 2-3 ชั่วโมง หรือหลังจากให้ยาแล้วมากกว่า 24 ชั่วโมง บางครั้งอาการเป็นต่อเนื่องหลังจาก ที่ให้ยาเคมีบำบัดแล้ว 2-3 วัน อาการดังกล่าวจะมากหรือน้อยขึ้นกับชนิด ของยาเคมีบำบัด ปริมาณยาที่ใช้ รวมทั้งขึ้นกับชนิดของโรคมะเร็งที่ผู้ป่วยเป็น และผู้ป่วยแต่ละราย ในปัจจุบันมียาป้องกันคลื่นไส้อาเจียนที่มีประสิทธิภาพสูง หลายชนิด โดยจะให้ก่อนเริ่มยาเคมีบำบัดประมาณ 30 นาที และต่อเนื่องไป หลังจากที่ให้ยาเคมีบำบัดแล้ว 2-3 วัน เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน ที่อาจเกิดภายหลัง ประสิทธิภาพการควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนของยาเหล่านี้ สูงถึง 70-80% และมีผลข้างเคียงต่ำ

     ท่านสามารถมีส่วนร่วมในการลดผลข้างเคียงเรื่องคลื่นไส้อาเจียนได้ ด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทาน อาหารมื้อใหญ่ๆ รับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ขนมปัง ควรหลีกเลี่ยงอาหารร้อน เพราะบางครั้งกลิ่นไอของอาหารอาจทำให้ผู้ป่วย รู้สึกอยากอาเจียนมากขึ้น ดื่มน้ำอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังอาหาร แทนการดื่มระหว่างอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารกลิ่นฉุน รสจัด อาหารหวาน ของทอด หรืออาหารที่มีมันมาก เพราะจะทำให้รู้สึกอยากอาเจียนมากขึ้น เคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพื่อช่วยให้การย่อยง่ายขึ้น นอกจากนี้ควรแจ้ง แพทย์ผู้รักษาให้ทราบถึงอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดขึ้นในรอบยาที่ผ่านมา เพื่อให้แพทย์ปรับยาป้องกันหรือปรับขนาดยาเคมีบำบัดให้เหมาะสมในรอบ ถัดไป

     ถ้ามีอาการคลื่นไส้มากตอนเช้า ให้พยายามรับประทานอาหารแห้งเช่น ข้าวสวย ขนมปัง และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดหรือมีกลิ่นฉุน หลังจากที่ รับประทานอาหารแล้วไม่ควรรีบนอน ควรนั่งพักอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียน พยายามหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ หากิจกรรมที่ ช่วยผ่อนคลายกังวล เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือดูรายการโทรทัศน์ที่ชอบ

     ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก อาเจียนเป็นเลือดหรือมีน้ำดีปนออกมา อาเจียนจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้นานมากกว่า 1 วัน อาเจียนจน ไม่สามารถรับประทานน้ำหรือยาได้ หรือรับประทานยาแก้อาเจียนรักษาอาการ ดังกล่าวแล้วไม่ได้ผล ควรพบและปรึกษาแพทย์ทันที

ถ้ามีอาการคลื่นไส้มากตอนเช้าให้พยายามรับประทานอาหารแห้ง เช่น ข้าวสวย ขนมปัง และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดหรือมีกลิ่นฉุน หลังจากที่รับประทานอาหารแล้วไม่ควรรีบนอน ควรนั่งพักอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

ถ้าเกิดอาการท้องเดิน

เมื่อมีอาการท้องเดินหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด ควรดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนส่วนที่เสียไปจากอาการ ท้องเดิน รับประทานอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น กล้วย ฝรั่ง หรือมะม่วงสุก

     เนื่องจากยาเคมีบำบัดมีผลต่อเซลล์มะเร็งและเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว รวมทั้ง เซลล์เยื่อบุของระบบทางเดินอาหารด้วย ทำให้เกิดผลข้างเคียงคืออาการท้องเดิน หลังจากการให้ยาเคมีบำบัดได้

     อาการท้องเดิน คือ อาการที่ผู้ป่วยถ่ายมีลักษณะเหลวหรือเป็นน้ำ ถ่ายบ่อยขึ้นมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ครั้งต่อวัน อาการท้องเดินนอกจากจะ เกิดจากผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดแล้ว อาจมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง ที่ท่านป่วยอยู่ได้ หรือเกิดการติดเชื้อทางเดินอาหาร

     อาการท้องเดินจากยาเคมีบำบัด อาจเกิดขึ้นระหว่างหรือหลังจากได้รับ ยาเคมีบำบัดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยเฉพาะยาชื่อ irinotecan หรือเกิด หลังจากที่ได้ยาไปแล้วนานกว่า 24 ชั่วโมง อาการดังกล่าวไม่ได้เกิดกับยาเคมีบำบัด ทุกชนิด

     การปฏิบัติตัวเพื่อช่วยลดโอกาสเกิดท้องเดินหลังการให้ยาเคมีบำบัด ได้แก่ รับประทานอาหารที่สุกและสะอาด รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย มื้อเล็กๆ หลีกเลี่ยงชา กาแฟ แอลกอฮอล์ และของหวาน หลีกเลี่ยงอาหารมัน เผ็ด รสจัด

     เมื่อมีอาการท้องเดินหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด ควรดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อ ทดแทนส่วนที่เสียไปจากอาการท้องเดิน รับประทานอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น กล้วย ฝรั่ง หรือมะม่วงสุกหากรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูงจำพวกธัญพืช ถั่ว ผักสด ผลไม้สด อาจกระตุ้นให้ท้องเสียมากขึ้น ควรรับประทานอาหารที่มี เส้นใยต่ำ เช่น ข้าว กล้วย ขนมปัง หรืออาหารเหลวแทน หลีกเลี่ยงนมและ ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว กาแฟใส่นม แพทย์อาจให้ยาหยุดถ่าย ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะในกรณีที่ได้รับยา irinotecan ควรรับประทาน ยาหยุดถ่ายเมื่อมีอาการทันที ซึ่งอาจรับประทานยาซ้ำได้จนกระทั่งอาการ ท้องเดินหายไป ถ้ามีอาการท้องเดินรุนแรง เช่น ถ่ายเหลวติดต่อกันมากกว่า หรือเท่ากับ 8 ครั้ง มีอาการนานเกิน 24 ชั่วโมง มีไข้และอ่อนเพลียร่วมด้วย ควรพบและปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม

     หลังจากที่อาการท้องเดินลดลงแล้ว ควรรับประทานอาหารตามปกติ ครบทั้ง 5 หมู่ เนื่องจากอาหารอ่อนเส้นใยน้อย มีพลังงานที่ไม่เพียงพอสำหรับ ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด นอกจากนี้หลังจากที่ถ่ายอุจจาระเสร็จทุกครั้ง ให้ล้างทำความสะอาดบริเวณทวารหนักแล้วซับให้แห้ง สังเกตผิวหนังบริเวณ ทวารหนักว่า แห้ง แดง แตก มีอาการเจ็บ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ หรือมีไข้หรือไม่ ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อมีอาการอ่อนเพลีย

การปฏิบัติตัวทั่วไปเพื่อบรรเทาอาการอ่อนเพลีย ได้แก่ ควรดื่มน้ำ และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อเสริมสร้างกำลัง และซ่อมแซมเซลล์ปกติของร่างกาย

     อาการอ่อนเพลียในผู้ป่วยมะเร็งระหว่างที่ได้รับยาเคมีบำบัดเป็นอาการ ที่พบได้บ่อย สาเหตุอาจเกิดจากโรคมะเร็งเอง หรือผลข้างเคียงของการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัด อาการอ่อนเพลียอาจเกิดต่อเนื่องแม้ว่าจบการรักษาด้วย ยาเคมีบำบัดไปนานแล้วก็ตาม ลักษณะอาการที่พบ ได้แก่ ไม่มีแรง เบื่ออาหาร นอนไม่หลับหรือนอนหลับมาก หงุดหงิดง่าย อาการอ่อนเพลียอาจไม่ทุเลา แม้ว่าจะได้พักผ่อนแล้ว ซึ่งแตกต่างจากอาการอ่อนเพลียทั่วๆ ไปที่จะดีขึ้นเมื่อ ผู้ป่วยได้พักผ่อนเพียงพอ อาการเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีความกังวลใจ และยังมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยด้วย

     นอกจากนี้ อาการอ่อนเพลียยังอาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ภาวะโลหิตจางจากผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด อาการปวดจากโรคมะเร็ง ภาวะซึมเศร้าหรือกังวล ภาวะขาดสารอาหารโรคมะเร็งหรือยาเคมีบำบัด ยาที่ได้รับบางชนิดที่มีผลกระทบต่ออาการอ่อนเพลียได้ เช่น ยาแก้ปวด ยานอนหลับ ยาคลายกังวล ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ยากันชัก และยาสมุนไพร โรคประจำตัวเดิมของผู้ป่วย หรือโรคแทรกซ้อนที่เกิดระหว่างหรือภายหลัง จากการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด เช่น โรคหัวใจ โรคปอดหรือภาวะการติดเชื้อ แทรกซ้อน และการขาดการออกกำลัง ทั้งหมดนี้ช่วยเสริมให้ผู้ป่วยมีอาการ อ่อนเพลียเพิ่มขึ้น

     ดังนั้น การรักษาอาการอ่อนเพลียในผู้ป่วยมะเร็ง ต้องหาสาเหตุ และรักษาที่เหตุในผู้ป่วยแต่ละราย ส่วนมากมักพบหลายสาเหตุร่วมกัน การปฏิบัติตัวทั่วไปเพื่อบรรเทาอาการอ่อนเพลีย ได้แก่ ควรดื่มน้ำและ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อเสริมสร้างกำลังและซ่อมแซมเซลล์ปกติ ของร่างกาย ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ อาจให้ สารอาหารทดแทนทางปากหรือทางหลอดเลือด โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วย มีอาการอ่อนเพลียรุนแรงมาก ร่วมกับมีภาวะคลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน ในผู้ป่วย ที่มีภาวะโลหิตจางรุนแรงควรให้เลือดทดแทน การใช้ยานอนหลับตามแพทย์สั่ง อาจช่วยลดปัญหาเรื่องการนอนหลับผิดปกติ ผู้ป่วยควรได้พักผ่อนให้เพียงพอ ลดการทำกิจวัตรบางอย่างหรือทำเท่าที่จำเป็น นอกจากนี้ ความรู้ความเข้าใจ ต่อโรคและยาเคมีบำบัดที่ใช้ จะช่วยให้ผู้ป่วยลดความวิตกกังวลและบรรเทา อาการอ่อนเพลียได้

เมื่อไรควรจะต้องพบแพทย์หลังรับยาเคมีบำบัด

     ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดอาจเกิดตั้งแต่ในขณะที่ได้รับยา หรือเกิด ภายหลังได้รับยาเป็นชั่วโมงหรือหลายๆ อาทิตย์หลังจากการให้ยาโดยขึ้นกับ ชนิดของยาเคมีบำบัดที่ใช้ ผู้ป่วยแต่ละรายที่ได้รับยาเคมีบำบัดชนิดเดียวกัน อาจเกิดผลข้างเคียงที่มีความรุนแรงแตกต่างกันได้ แต่โดยรวม ผลข้างเคียง ของยาเคมีบำบัดเกือบทั้งหมด สามารถฟื้นตัวหรือรักษาให้ดีขึ้นจนหายได้

     ผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหาร เป็นภาวะที่พบได้หลังได้รับ ยาเคมีบำบัดหลายๆ ชนิด เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เยื่อบุปากอักเสบ เจ็บปากเจ็บคอ เบื่ออาหาร ส่วนมากเกิดหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด 1-3 วัน ถ้าอาการดังกล่าวมีความรุนแรงมาก ไม่สามารถรับประทานอาหารและ ดื่มน้ำได้เพียงพอ หรือผู้ป่วยมีระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงไป ซึมลง ควรพบแพทย์เพื่อรักษาภาวะดังกล่าว การให้สารน้ำ สารอาหาร เกลือแร่ ทดแทน และให้ยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนทางหลอดเลือด การขาดสารน้ำ อย่างรุนแรงทำให้ไตทำงานบกพร่อง การขาดสารอาหารที่จำเป็นทำให้ผู้ป่วย ติดเชื้อง่ายขึ้น และทำให้ประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดลดลง

     สำหรับผลข้างเคียงของระบบเม็ดเลือด เช่น ภาวะเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดต่ำ อาจเกิดหลังจากที่ได้รับยาเคมีบำบัดแล้ว ประมาณ 1-2 อาทิตย์ โดยความรุนแรงขึ้นกับชนิดและสูตรของยาเคมีบำบัด เมื่อมีเม็ดเลือดขาวต่ำลงมากอาจทำให้เกิดภาวะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ภายหลังได้รับ ยาเคมีบำบัด โดยเฉพาะช่วงระหว่าง 7-14 วัน ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์เมื่อ มีอาการต่อไปนี้ ไข้สูงโดยวัดอุณหภูมิได้มากกว่าหรือเท่ากับ 38 องศาเซลเซียส มีไข้ร่วมกับอาการหนาวสั่น เจ็บรอบๆ ทวารหนัก เมื่อพบแพทย์ควรได้รับ การตรวจวัดระดับเม็ดเลือด ตรวจค้นหาสาเหตุของการติดเชื้อในร่างกาย และอาจต้องรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยยาปฏิชีวนะอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ ถ้าผู้ป่วยมีอาการซีดมากจากโลหิตจาง อ่อนเพลียมาก เหนื่อยหอบ หรือหน้ามืด ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวัดระดับเม็ดเลือดและให้เลือด เพื่อรักษาอาการ ภาวะที่มีจุดเลือดจ้ำ เลือดขึ้นตามผิวหนัง เยื่อบุตาขาว เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล อาจเกิดจากผู้ป่วยมีระดับเกล็ดเลือดต่ำ ควรรีบมาพบแพทย์เช่นกัน แพทย์อาจพิจารณาให้เกล็ดเลือดรักษาตามความ เหมาะสม


     นอกจากอาการดังกล่าวข้างต้น อาการระบบอื่นๆ ที่มีความรุนแรง มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ปวดศีรษะรุนแรง สูญเสียการทรงตัว มีผื่นหรือตุ่มขึ้น ตามร่างกาย ควรพบและปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมและรักษา ต่อไป

ภายหลังได้รับยาเคมีบำบัด โดยเฉพาะช่วงระหว่าง 7-14 วัน ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์เมื่อมีอาการต่อไปนี้ ไข้สูงโดยวัด อุณหภูมิได้มากกว่าหรือเท่ากับ 38 องศาเซลเซียส มีไข้ร่วมกับอาการหนาวสั่น เจ็บรอบๆ ทวารหนัก

ควรรับประทานอาหารอย่างไรระหว่างรับยาเคมีบำบัด

ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และอาหารที่มีแอลกอฮอล์ผสมในช่วงที่ให้ยาเคมีบำบัด เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องปาก

     ในช่วงที่ได้รับยาเคมีบำบัด สภาวะร่างกายต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้น มากกว่าปกติ เพื่อซ่อมแซมเซลล์ปกติ และช่วยให้ร่างกายสามารถรับการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัดได้ครบถ้วนตามแผนที่แพทย์ได้วางไว้ นอกจากนี้ โรคมะเร็ง และผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งด้วยวิธีต่างๆ อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร แผลอักเสบในเยื่อบุช่องปากหรือหลอดอาหาร ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมะเร็งน้ำหนักตัวลดลง และมีโอกาสที่จะขาดสารอาหาร ผลของ การที่ขาดสารอาหารทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อน และทนต่อผลข้างเคียง ของการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดได้น้อยลง ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของ การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดลดลง และอาจลดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยด้วย ดังนั้น ผู้ป่วยควรที่จะพยายามรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ในระหว่างที่ได้รับการรักษา ด้วยการรับประทานอาหารที่ให้สารอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ตามความต้องการของร่างกาย ไม่เลือกรับประทานอาหารเพียงบางอย่าง

     ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดอาจทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดต่ำ โดยเฉพาะเมื่อมีเม็ดเลือดขาวสำหรับไว้ต่อสู้กับเชื้อโรคต่ำลง ร่างกายอาจเกิด ภาวะภูมิต้านทานต่ำและเสี่ยงต่อการติดเชื้อชั่วคราว อาหารที่แนะนำจึงควร เป็นอาหารที่สุก สะอาด และในขณะที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำควรหลีกเลี่ยงอาหาร ที่ไม่สุก เช่น หอยนางรม ปลาดิบ อาหารสุกๆ ดิบๆ หรือของหมักดอง เช่น แหนม ปลาร้า ก้อย ส้มตำ และยำต่างๆ เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้ท้องเสียและ ติดเชื้อง่าย รวมทั้งหลีกเลี่ยงการรับประทานผักและผลไม้สดชั่วคราว อาหาร ที่สุก สะอาด อาจทำรับประทานเองหรือซื้อจากร้านที่สะอาดก็ได้ นอกจากนี้ การล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังจากที่เข้าห้องน้ำทุกครั้ง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดภาวะติดเชื้อดังกล่าวด้วย ส่วนในกรณีที่เม็ดเลือดแดงต่ำ ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กมาก เช่น ตับ ผักใบเขียว อาหารที่มีโปรตีน และวิตามินสูง

     ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และอาหารที่มีแอลกอฮอล์ผสมในช่วงที่ ให้ยาเคมีบำบัด เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องปาก ทำให้อาการเจ็บปากเจ็บคอแย่ลง โดยเฉพาะในรายที่เป็นมะเร็งหน้าและคอ ที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายแสง และหรือร่วมกับยาเคมีบำบัด      ปัจจุบัน ผู้ป่วยและครอบครัวจำนวนมากมีความเชื่อหรือได้ข้อมูลว่า การรับประทานอาหารจำพวกพืชผักและปลาอย่างเคร่งครัด จะช่วยชะลอ โรคมะเร็งได้ ด้วยความกลัวว่าเนื้อสัตว์อื่นเป็นอาหารที่เซลล์มะเร็งชอบนำไปใช้ ความจริงแล้ว แม้ว่าจะไม่รับประทานอาหารใดๆ เลย เซลล์มะเร็งก็จะดึงอาหาร จากร่างกายผู้ป่วยไปใช้ได้ และไม่ได้เลือกว่าจะนำมาจากสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง การจำกัดอาหารในระหว่างที่ได้รับการรักษาโรคมะเร็งหรือเป็นโรคมะเร็งที่ ลุกลามอยู่ จึงเป็นผลเสียต่อร่างกายมากกว่าช่วยรักษา ทำให้น้ำหนักตัวลดลง เกิดภาวะทุพโภชนาการ ภูมิต้านทานต่ำ โรคมะเร็งไม่หยุดลุกลาม ผลลัพธ์ สุดท้ายทำให้การรักษาได้ผลลดลง เนื่องจากไม่สามารถรับการรักษาได้ ตามกำหนดและเต็มที่ ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ใดๆ ที่สนับสนุนว่า การหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ดังนั้น การรับประทาน อาหารที่มีประโยชน์ และมีสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย ในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดจึงมีความสำคัญมาก เพื่อทำให้ผลการรักษา ดีที่สุดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อาหารเสริมหรือยาบำรุงสามารถลดผลข้างเคียงได้หรือไม่

ในผู้ป่วยที่มีภาวะระบบทางเดินอาหารทำให้รับอาหารได้น้อยลงหรือดูดซึม อาหารได้น้อยลง อาหารเสริมควรเป็นนมผงสำหรับผู้ป่วยที่มีสูตรอาหารครบถ้วนในปริมาตรที่เท่ากัน

     โดยทั่วไปแล้ว ถ้าผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถรับประทานอาหารทางปาก ได้เพียงพอและครบถ้วน โดยมีสารอาหารสมดุล ไม่เลือกรับประทานเพียง อาหารบางชนิด ย่อมจะทำให้ผู้ป่วยมีภาวะโภชนาการที่เหมาะสมระหว่างที่ รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และทำให้ไม่มีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากยาเคมี บำบัดมากจนเกินควร

     แต่ปัจจุบันผู้ป่วยและครอบครัว อาจมีความเชื่อหรือได้รับข้อมูลข่าวสาร จากหลายๆ ด้าน ถึงความพยายามใช้อาหารชนิดต่างๆ เพื่อเสริมความแข็งแรง ของร่างกาย ให้มีผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดน้อยลง หรือรวมทั้งเชื่อว่าอาจช่วย ต้านโรคมะเร็งได้ ทำให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติตัว และเกิดข้อสงสัย ต่างๆ ขึ้นมากมาย

     ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดอาจเกิดขึ้นได้มาก ถ้าร่างกายของผู้ป่วย อยู่ในภาวะทุพโภชนาการหรือขาดสารอาหาร เช่น เม็ดโลหิตต่ำได้ง่ายและ ฟื้นตัวช้า อ่อนเพลีย ผิวหนังอักเสบ ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดมักจะ มีภาวะของโรค หรือผลข้างเคียงที่ทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยกว่าปกติ การเลือกรับประทานอาหารบางอย่าง ย่อมทำให้ผู้ป่วยเกิดความเสี่ยงที่จะขาด สารอาหารมากขึ้น ซึ่งส่งผลเสียมากกว่าผลดี และทำให้ประสิทธิภาพ ในการรักษาลดต่ำลง

     เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารได้เพียงพอกับความต้องการ ปกติ อาหารเสริมอาจมีความจำเป็น ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุที่เกี่ยวข้อง ในผู้ป่วย ที่มีภาวะระบบทางเดินอาหาร ทำให้รับอาหารได้น้อยลงหรือดูดซึมอาหาร ได้น้อยลง อาหารเสริมควรเป็นนมผงสำหรับผู้ป่วยที่มีสูตรอาหารครบถ้วนใน ปริมาตรที่เท่ากัน การให้อาหารทางหลอดเลือดดำมักใช้ในกรณีที่ภาวะระบบ ทางเดินอาหารบกพร่องรุนแรงและเป็นชั่วคราว ไม่เหมาะที่จะให้ในระยะยาว เนื่องจากผลแทรกซ้อนมาก เช่น เส้นเลือดอักเสบ ติดเชื้อทางกระแสเลือด

     การรับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอื่นที่ไม่ใช่นมผงสำหรับผู้ป่วย นอกจาก จะไม่ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนแล้ว ยังป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับสารอาหาร ที่จำเป็น เนื่องจากพื้นที่ในกระเพาะอาหารถูกแย่งจากผลิตภัณฑ์เสริม นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายชนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อตับและไต เนื่องมาจากสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ หรือได้รับในขนาดที่สูงมากกว่าปกติ ที่ควรได้ อีกทั้งยังมีการเรียกเก็บค่าบริการที่มีราคาสูงและอ้างสรรพคุณเกินจริง โรคมะเร็งเป็นโรคที่มีความซับซ้อน ไม่สามารถรักษาด้วยการจัดการทาง โภชนาการเพียงอย่างเดียว จึงควรหลีกเลี่ยงที่จะบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะ ดังกล่าว

เพศสัมพันธ์กับยาเคมีบำบัด

ผู้ป่วยหรือคู่สามีภรรยาที่ยังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ควรใช้วิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยเฉพาะ ระหว่างและภายหลังรับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด เนื่องจากยาเคมีบำบัดอาจมีผลที่รุนแรงต่อทารกในครรภ์ได้

     มีผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนมาก ที่มีครอบครัวและอยู่ในวัยที่ยังมี เพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดคำถามหลายอย่างเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างที่ ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และระหว่างที่ได้รับยาเคมีบำบัด

     การมีเพศสัมพันธ์มิใช่สิ่งต้องห้ามในขณะที่ป่วยและได้รับยาเคมีบำบัด ยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งบริเวณอวัยวะเพศ หรืออยู่ใกล้อวัยวะเพศ โดยเฉพาะถ้ามีภาวะแทรกซ้อนจากโรค ทำให้มีภาวะเลือดออกง่ายบริเวณ อวัยวะเพศหรือใกล้เคียง เช่น มะเร็งปากมดลูกหรือมดลูกในผู้หญิง มะเร็ง กระเพาะปัสสาวะ มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนเร็คตัมหรือไส้ตรง

     ภาวะของโรคมะเร็ง จะไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงจากการมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรประเมินความพร้อมของสภาพร่างกายร่วมด้วย เช่น ไม่มีภาวะที่อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย นอกจากนี้ควรประเมินความเหมาะสม ของสภาพจิตใจ ทั้งของผู้ป่วยหรือคู่สามีหรือภรรยา การมีเพศสัมพันธ์อาจเป็น วิธีผ่อนคลายความตึงเครียดต่อผู้ป่วยได้ในกรณีที่เหมาะสม

     ผู้ป่วยหรือคู่สามีภรรยาที่ยังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ควรใช้วิธีการคุมกำเนิด ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยเฉพาะระหว่างและภายหลังรับการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัด เนื่องจากยาเคมีบำบัดอาจมีผลที่รุนแรงต่อทารกในครรภ์ได้ วิธีการที่เหมาะสมและมีผลข้างเคียงน้อย ได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัย การให้ คู่สามีหรือภรรยาที่ไม่ได้ป่วยเป็นผู้ใช้วิธีการคุมกำเนิด ผู้ป่วยหญิงไม่ควร ใช้ฮอร์โมนในการคุมกำเนิด การนับวันหรือการหลั่งภายนอกเป็นวิธีที่มี ประสิทธิภาพไม่สูงพอ ควรใช้ร่วมกับวิธีอื่น นอกจากนี้ผู้ป่วยหญิงวัยเจริญพันธุ์ ที่รับยาเคมีบำบัดอาจตั้งครรภ์ได้ แม้ว่าจะไม่มีประจำเดือนให้เห็น

     การได้รับยาเคมีบำบัดอาจทำให้โอกาสมีบุตรลดลง ผู้ป่วยในวัยเจริญ พันธุ์อาจพิจารณาเก็บน้ำเชื้อหรือไข่ ก่อนได้รับยาเคมีบำบัด

ค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

ผการที่ท่านมีสิทธิการรักษาขั้นพื้นฐานด้วยหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า มิได้หมายความว่า ท่านจะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพต่ำที่สุด โรคมะเร็งหลายชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยสิทธิขั้นพื้นฐานที่ท่านมีอยู่

     ความเจริญก้าวหน้าในการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัด ทำให้มี ยาใหม่ๆ ออกมาใช้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายของยาเคมีบำบัดก็สูงมากขึ้น ตามไปด้วย ผู้ป่วยโรคมะเร็งและครอบครัวควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และวางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์ผู้รักษา เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะทาง เศรษฐกิจของครอบครัวผู้ป่วย

     ก่อนเริ่มการรักษา ท่านควรได้รับข้อมูลถึงเป้าหมายของการรักษา แผนระยะยาวของการรักษา จำนวนครั้งและระยะเวลาของการรับยาเคมีบำบัด การตรวจพิเศษเพิ่มเติม และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น การรักษาโรคมะเร็งระยะเริ่มต้น ที่อาจรักษาให้หายขาดได้ มักมีระยะเวลาที่แน่นอนของสูตรการรักษา ในทาง ตรงกันข้าม โรคมะเร็งที่อยู่ในระยะลุกลามแพร่กระจายและไม่สามารถรักษา ให้หายขาด การรักษาอาจยืดเยื้อและต่อเนื่อง ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

     ในปัจจุบันสิทธิของการรักษามีส่วนสำคัญในการเลือกวิธีในการรักษา การที่ท่านมีสิทธิการรักษาขั้นพื้นฐานด้วยหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า มิได้ หมายความว่าท่านจะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพต่ำที่สุด โรคมะเร็งหลายชนิด สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยสิทธิขั้นพื้นฐานที่ท่านมีอยู่ ที่สำคัญ ยาที่ใหม่ และราคาสูงมากอาจไม่นำไปสู่การรักษาที่หวังผลให้หายขาดได้ นอกจากนี้ มีโครงการต่างๆ หลายโครงการเพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งหลายชนิดสามารถ เข้าถึงหรือได้รับยาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการรักษา และท่านอาจเข้าร่วม โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการรักษา โดยที่ท่านอาจได้รับการรักษาที่เหมาะสม มากกว่าสิทธิพื้นฐานของท่าน อย่างไรก็ดี โครงการเหล่านี้อาจมีระยะเวลา และข้อจำกัดในการคัดเลือกผู้ป่วยที่แตกต่างกัน ดังนั้น ท่านควรที่จะสอบถาม และวางแผนกับแพทย์ผู้รักษาถึงรายละเอียดของแผนการรักษา รวมทั้ง ความช่วยเหลือที่มีอยู่และอาจเหมาะสมกับท่าน หรืออาจสืบค้นหาข้อมูลจาก www.thethaicancer.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของมะเร็งวิทยาสมาคม แห่งประเทศไทย

การรักษาทางเลือกอื่น

     “การแพทย์ทางเลือก” เป็นศาสตร์ทางการแพทย์ที่มีอยู่จริง ส่วนมาก การรักษาทางเลือกยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย เพื่อพิสูจน์ว่ามีผลดีเพิ่มเติมจาก การรักษาตามมาตรฐานในปัจจุบัน กล่าวคือ การแพทย์ทางเลือกมักเป็นทาง เสริมการรักษาหลักในปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้รับการศึกษายืนยันถึงผลดีมากพอที่จะ แนะนำให้ผู้ป่วยรับการรักษาเหล่านี้

     แต่ “การแพทย์ทางเลือก” แบบแอบอ้างนั้นมีอยู่มากมาย ทำให้เกิด ความสับสนในผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งรอคอยความหวัง บางครั้งทำให้เข้าใจผิด และเลือกใช้ “ทางเลือกแอบอ้าง” ทำให้เกิดผลเสียโดยอาจเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็น และอาจเสียประโยชน์จากการเลือกวิธีการรักษาที่ไม่เหมาะสม ทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องทันท่วงที

     การรักษาทางเลือกมักเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนการบริโภคอาหาร รวมไปถึงการใช้วิตามินและยาบำรุงต่างๆ เสริม นอกจากนี้อาจเป็นการปรับเปลี่ยน พฤติกรรม เช่น การใช้เทคนิคหลายๆ อย่างเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น การรักษาทางเลือกมักเป็นส่วนเสริม แต่ไม่สามารถนำมา เป็นการรักษาหลักได้ โดยทั่วไปแล้ว ถ้าใช้อย่างระมัดระวังและมีวิจารณญาณ อาจมีประโยชน์ช่วยทำให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรงขึ้น ช่วยให้รับการรักษาหลัก ได้เต็มที่ แต่อาจไม่มีผลโดยตรงต่อการต้านมะเร็ง

     ลักษณะบางประการของการแพทย์ทางเลือกที่ท่านควรหลีกเลี่ยง ซึ่งพอรวบรวมได้ดังต่อไปนี้

     1. มักใช้คำพูดและให้ความหวังมากเกินความเป็นจริง เช่น สามารถรักษา มะเร็งให้หายได้แม้ว่ามะเร็งอยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคมะเร็งบอกว่าหมดหวังแล้ว ถ้าวิธีการเหล่านี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษา มะเร็ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งทั้งหลายควรที่จะเสนอให้ท่านมากกว่ารอให้ท่าน ไปรับข้อมูลนอกโรงพยาบาล
     2. มักใช้สื่อโฆษณาที่ลงทุนสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดให้ผู้ป่วยเชื่อถือ การลงทุนประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อที่มีค่าใช้จ่ายสูงต่อเนื่องโดยไม่หวังผลตอบแทนเลย นั้นเป็นไปได้ยาก
     3. มักมีประเด็นแสวงหากำไรซ่อนไว้อยู่เสมอ เพื่อต้องการขายสินค้าหรือ บริการในที่สุด และการรักษามักมีราคาสูงเกินจริงกว่าราคาของการรักษา เช่น วิตามินหรือสารอาหารจากธรรมชาติ บ่อยครั้งมีราคาสูงกว่าค่ายาเคมีบำบัดเสียอีก อาจมีผู้คัดค้านว่ามีตัวอย่างผู้ป่วยที่หายขาดได้ด้วยการรักษาทางเลือก ขณะนี้ใช้ชีวิตเป็นปกติ ไม่ต้องรับยาเคมีบำบัด ตัวอย่างของผู้ป่วยที่หายได้โดยไม่ต้อง รับยาเคมีบำบัดนั้นมีอยู่จริง แต่มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องสูญเสียโอกาสที่จะหายขาด จากโรคมะเร็ง และเสียชีวิตเพราะมัวหลงทางไปรักษาวิธีอื่นๆ ซึ่งผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้ว ไม่สามารถออกมาบอกถึงผลเสียจากการรักษาทางเลือกแอบอ้าง มีอยู่เป็นจำนวน มากกว่าผู้ที่หายขาด ซึ่งมีเพียงหนึ่งถึงสองคนเท่านั้นที่ถูกนำมาโฆษณา นอกจากนี้ ไม่มีหน่วยงานที่จะไปตรวจสอบว่าสิ่งที่กล่าวอ้างมีความจริงอยู่มากน้อยเพียงใด


 ยาเคมีบำบัดคืออะไรและทำงานอย่างไร  เป้าหมายของ การให้ยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง  รูปแบบของยาเคมีบำบัดและระยะเวลาในการรักษา  สามารถรับการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัดที่ไหนได้บ้าง  แล้วจะอยู่ใกล้ชิด กับคนในครอบครัวได้หรือไม่  สามารถไปทำงานได้หรือไม่  ยาเคมีบำบัด มีผลข้างเคียงมากมายจริงหรือ  ได้ยินมาว่า“ยาเคมีบำบัดทำให้ปวดมาก”  สามารถเลือกรับยา ที่ไม่ทำให้ผมร่วงได้หรือไม่  ถ้ามีไข้หลังได้รับยาเคมีบำบัด  ถ้าเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน  ถ้าเกิดอาการท้องเดิน  เมื่อมีอาการอ่อนเพลีย  เมื่อไรควรจะต้องพบแพทย์หลังรับยาเคมีบำบัด  ควรรับประทานอาหารอย่างไรระหว่างรับยาเคมีบำบัด  อาหารเสริมหรือยาบำรุง สามารถลดผลข้างเคียงได้หรือไม่  เพศสัมพันธ์กับยาเคมีบำบัด  ค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด  การรักษาทางเลือกอื่น