โดย มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย


ทำความรู้จักกับโรคมะเร็งกันเถอะ

โดย: มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย

เผยแพร่: 1/7/2552

 มะเร็งคืออะไร  เป็นมะเร็งแล้วต้องตายทุกคนหรือ  สงสัยว่ามีอาการเหล่านี้เป็นมะเร็งได้หรือไม่  จะป้องกันโรคมะเร็งได้หรือไม่  คำถามที่ควรถามแพทย์ผู้รักษา  เมื่อคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง  เมื่อเพื่อนหรือคนรู้จักเป็นมะเร็ง  อาหารต้านมะเร็ง  วิธีพิชิตมะเร็ง

มะเร็งคืออะไร

     อวัยวะต่างๆ ของร่างกายประกอบขึ้นจากเนื้อเยื่อหลายชนิด โดยมีหน่วยที่เล็กที่สุดคือ เซลล์ โรคมะเร็ง คือ โรคที่มีความผิดปกติของเซลล์ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของเซลล์ ก่อให้เกิดเป็นเซลล์มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตโดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมที่เหมาะสม ผลลัพธ์คือ การเกิดเป็นก้อนเนื้อมะเร็งที่เติบโตรบกวนการทำงานของเซลล์ปกติในอวัยวะ นอกจากนี้ยังสามารถลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้ด้วย มะเร็งอาจมีความแตกต่างได้มากมาย ตามตำแหน่งของอวัยวะที่เป็นจุดกำเนิดของมะเร็ง และชนิดของเนื้อเยื่อที่อยู่ภายในอวัยวะนั้นๆ

     การที่เซลล์จะทำงานอย่างเป็นปกติ ส่วนหนึ่งเกิดจากการกำหนดหน้าที่ของเซลล์ด้วยสารพันธุกรรมที่เรียกว่าดีเอ็นเอ (DNA) ภายในเซลล์ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของ DNA เซลล์นั้นอาจมีความผิดปกติในการแบ่งตัวเจริญเติบโต ถ้ามีการสะสมความเปลี่ยนแปลงมากพอ เซลล์จะกลายไปเป็นเซลล์ก่อกำเนิดมะเร็ง และพัฒนาจนกลายเป็นเนื้อเยื่อมะเร็งในที่สุด

     การเปลี่ยนแปลงของ DNA หรือการกลายพันธุ์ อาจเกิดจากการที่เซลล์ได้รับสารกระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์ เช่น สารเคมีบางอย่าง ควันบุหรี่ เชื้อไวรัสบางชนิด ในเซลล์ปกติจะมี กลไกการควบคุมการกลายพันธุ์โดยการซ่อมแซมสาย DNA หรือทำให้เซลล์ที่มี DNA ผิดปกติตายไป แต่เซลล์ที่จะกำเนิดเป็นเซลล์มะเร็งจะเล็ดลอดกระบวนการตรวจสอบนี้ได้

โรคมะเร็ง คือ โรคที่มีความผิดปกติของเซลล์ในอวัยวะต่างๆของร่างกาย โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ของเซลล์ ก่อให้เกิดเป็นเซลล์มะเร็งที่มีการเจริญเติบโต โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมที่เหมาะสม

มะเร็งมีความแตกต่างกันหรือไม่

     มะเร็งที่เกิดขึ้นในอวัยวะที่ต่างกันจะมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านลักษณะของเซลล์ การเจริญเติบโต การแพร่กระจาย การตอบสนองต่อการรักษา มะเร็งที่ตั้งต้นในอวัยวะหนึ่ง แม้ว่าแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นที่ไกลออกไป แต่ยังคงคุณสมบัติส่วนใหญ่ของเซลล์มะเร็งชนิดเดิม เช่น มะเร็งปอดที่แพร่กระจายไปที่ตับ ยังคงเป็นเซลล์มะเร็งปอด ไม่ได้กลายไปเป็นมะเร็งของเซลล์ตับ การรักษายังคงใช้ยาสำหรับรักษาโรคมะเร็งปอด ซึ่งแตกต่างจากยาสำหรับรักษาโรคมะเร็งตับ เป็นต้น

มะเร็งแพร่กระจายได้อย่างไร

     เซลล์มะเร็งตั้งต้นมาจากเซลล์ปกติในอวัยวะตั้งต้นของโรคมะเร็ง เมื่อมีการเจริญเติบโตมากพอ เซลล์มะเร็งมักจะแทรกซึมเข้ากระแสเลือด หรือทางเดินน้ำเหลือง ทำให้ลอยไปสู่อวัยวะอื่นที่เป็นเป้าหมายในการแพร่กระจาย กลไกการแพร่กระจาย ของเซลล์มะเร็งมีความซับซ้อนและหลายขั้นตอน การกระทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การนวด การงดอาหารบางอย่าง ย่อมไม่มีผลที่ชัดเจนต่อการแพร่กระจายโรคมะเร็ง ไม่สามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อมะเร็ง หรือกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตได้

เป็นมะเร็งแล้วต้องตายทุกคนหรือ

     แม้ว่าโรคมะเร็งที่แพร่กระจายไปแล้วเกือบทั้งหมดจะไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ แต่โรคมะเร็งระยะเริ่มต้นส่วนมาก รวมทั้งโรคมะเร็งบางชนิดที่แพร่กระจายแล้ว สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้ โรคมะเร็งที่แม้ว่าจะแพร่กระจาย แต่อาจรักษาหายขาดได้ด้วยยาเคมีบำบัดบางชนิด ได้แก่ มะเร็งเม็ดโลหิต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งลูกอัณฑะ มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก มะเร็งไข่ปลาอุก มะเร็งที่พบบ่อยเมื่อพบในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการผ่าตัด ซึ่งบางครั้งอาจมีการรักษาเสริมด้วยการฉายรังสี หรือการให้ยาเคมีบำบัด ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่

     มีมะเร็งบางชนิดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดรักษา โดยอาจไม่ต้องผ่าตัดร่วมด้วย ได้แก่ มะเร็งช่องปากและคอ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก ระยะมีโรคเข้าต่อมน้ำเหลืองของช่องทรวงอก

     การรักษาโรคมะเร็งอาจมีอุปสรรคหลายประการ ไม่เฉพาะโรคมะเร็งที่มีความดุร้ายรุนแรง การเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง การดูแลช่วยเหลือของครอบครัวร่วมไปกับทีมแพทย์ผู้รักษา เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าวิธีการรักษาที่จะช่วยให้การรักษาบรรลุจุดมุ่งหมายได้ ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การที่ผู้ป่วยลังเลที่จะเข้ารับการรักษา อาจเป็นจากความกลัวต่อผลข้างเคียงของการรักษา ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการรักษา ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยหันเข้าหาการรักษาทางเลือก เนื่องจากมีการโฆษณาว่าสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยมีผลข้างเคียงต่ำ หลายครั้งทำให้สูญเสียโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากต้องเสียเวลารอผลจากการรักษาทางเลือก

     มะเร็งที่แพร่กระจายแล้วหลายชนิด สามารถรักษาเพื่อยับยั้งและชะลอโรคไม่ให้ลุกลามรวดเร็วได้ มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่สามารถมีชีวิตยืนยาวขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยการควบคุมโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัดและยาต้านมะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ในบางกรณีมีผู้ป่วยที่สามารถมีอายุยืนยาวเป็นหลายปีได้

     ปัจจุบัน การรักษาโรคมะเร็งมีความก้าวหน้ามากขึ้นอย่างมากในทุกๆ ด้าน ศัลยแพทย์มะเร็งมีความรู้ความชำนาญ ในการผ่าตัดมากขึ้น มีการพัฒนาเทคนิกการผ่าตัดที่เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคมะเร็งสูงขึ้น โดยอาจมีแผลผ่าตัดที่เล็กลง ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวจากการผ่าตัดได้เร็วขึ้น แพทย์รังสีรักษามีความรู้ความชำนาญมากขึ้น และยังมีเครื่องฉายรังสียุคใหม่ ที่ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยมีผลข้างเคียงน้อยลง มีการพัฒนาคิดค้นยาเคมีบำบัดและยาต้านมะเร็งชนิดใหม่ออกมามากขึ้น ทำให้อายุรแพทย์โรคมะเร็งมีทางเลือกที่จะใช้ยาให้เหมาะสมกับโรคและผู้ป่วยมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาการความก้าวหน้าในการรักษาโรคมะเร็ง ร่วมไปกับการที่มีทีมแพทย์ผู้รักษาที่มีความรู้ความชำนาญในแต่ละด้าน ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีความหวังในการต่อสู้เอาชนะโรคมะเร็ง

มะเร็งที่พบบ่อย เมื่อพบในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการผ่าตัด ซึ่งบางครั้งอาจมีการรักษาเสริมด้วยการฉายรังสี หรือการให้ยาเคมีบำบัด

สงสัยว่ามีอาการเหล่านี้เป็นมะเร็งได้หรือไม่

     โรคมะเร็งสามารถทำให้เกิดอาการหรือความรู้สึกผิดปกติต่อผู้ป่วย และมีการแสดงออก ซึ่งตรวจพบได้โดยแพทย์ ทั้งอาการและสิ่งที่ตรวจพบเป็นผลมาจากการที่มะเร็งลุกลามอยู่ในอวัยวะตั้งต้นหรืออวัยวะใกล้เคียงของเนื้อเยื่อมะเร็ง หรือเป็นผลมาจากการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะที่ไกลออกไป นอกจากนี้มะเร็งบางชนิดอาจหลั่งสารบางอย่างที่ทำให้เกิดผลต่อการทำงานของระบบอื่นๆ ในร่างกายได้อีกด้วย เช่น เกิดอาการไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือเกิดความผิดปกติของสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายผู้ป่วย

     อาการของโรคมะเร็งเกือบทั้งหมดเป็นอาการที่ไม่จำเพาะต่อโรคมะเร็ง กล่าวคือ มีโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคมะเร็งสามารถทำให้เกิดอาการที่คล้ายหรือเหมือนกันกับโรคมะเร็งได้ ว่ากันตามจริงแล้ว อาการส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทั่วไปมักไม่ใช่อาการของโรคมะเร็ง

     หลายท่านอาจเคยพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ไม่รู้ตัวหรือไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า แล้วพบว่าเกิดเป็นมะเร็งในระยะแพร่กระจายไปแล้ว ทั้งนี้ โรคมะเร็งหลายชนิดเป็นมะเร็งที่มีความรุนแรงสูง แพร่กระจายได้รวดเร็ว ประกอบกับอวัยวะที่เกิดโรคมะเร็งเป็นอวัยวะที่อยู่ในที่ตรวจได้ยาก เช่น ในช่องท้อง หรือเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ อาจใช้เวลานานกว่าจะเกิดก้อนมะเร็งที่ทำให้เกิดอาการ เช่น ปอด เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคที่สำคัญประการหนึ่งในการวินิจฉัยโรคมะเร็งระยะเริ่มต้น

มีโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคมะเร็งสามารถทำให้เกิดอาการที่คล้ายหรือเหมือนกันกับโรคมะเร็งได้ ว่ากันตามจริงแล้วอาการส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทั่วไป มักไม่ใช่อาการของโรคมะเร็ง

อาการโรคมะเร็งที่น่าสงสัย

     อาการของโรคมะเร็งตามอวัยวะที่น่าสงสัยจะนำผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อทำการสืบค้นสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป อาการของมะเร็งในอวัยวะที่พบบ่อย ได้แก่
ไอมีเสมหะปนเลือด อาจเป็นอาการของโรคมะเร็งปอด แต่อาจสับสนกับวัณโรคหรือ โรคปอดอักเสบชนิดอื่น การที่มีเลือดออกจากจมูกแล้วลงคอ ทำให้เสมหะมีเลือดปน ถ้าท่านมีอาการดังกล่าว โดยเฉพาะอาการที่ไม่ทุเลาหรือหายไปในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์
ไอเรื้อรังและมีเสียงแหบ อาจเป็นอาการของโรคมะเร็งกล่องเสียงหรือมะเร็งปอด โดยเฉพาะถ้าไม่มีอาการของไข้หวัด คือ มีไข้ มีน้ำมูก และมีเสมหะมาก่อนหน้า
คลำก้อนได้ที่เต้านมหรือที่อื่นของร่างกายที่ไม่เคยคลำได้มาก่อน แม้ว่าก้อนเต้านมส่วนใหญ่มักจะไม่ใช่โรคมะเร็งก็ตาม
ถ่ายอุจจาระลำบาก ท้องผูกสลับกับท้องเดินอาจเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะ ถ้ามีอาการต่อเนื่องมากกว่า 2 สัปดาห์ ร่วมกับน้ำหนักลด
มูกหรือเลือดออกทางทวารหนักหรือช่องคลอดอาจเป็นอาการของมะเร็งทางนรีเวช เช่น มะเร็งปากมดลูก หรือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนไส้ตรง
ปัสสาวะมีเลือดปนอาจเป็นอาการของโรคมะเร็งทางเดินปัสสาวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก ถ้าเป็นเพศหญิง ควรระวังการสับสนว่าเป็นเลือดออกจากทางเดินปัสสาวะ หรือออกจากช่องคลอด

     อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากอาการตามอวัยวะที่เกิดขึ้น ยังมีอาการของโรคมะเร็งทั่วไปที่ไม่จำเพาะ ซึ่งอาจนำไปสู่การวินิจฉัยโรคได้ถ้าผู้ป่วยสังเกตพบ ได้แก่
น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุกรณีที่ท่านไม่ได้ตั้งใจจะลดน้ำหนัก หรือมีการเปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหาร เช่น การรับประทานอาหารมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด
ไข้เรื้อรังโดยเฉพาะไข้ที่เป็นมานานกว่า 1 สัปดาห์ อาจเป็นอาการของมะเร็งเม็ดโลหิต หรือต่อมน้ำเหลือง
ปวดตามตัวหรือที่กระดูกโดยเฉพาะอาการปวดที่ต่อเนื่อง และมีอาการปวดช่วงกลางคืน อาจเป็นอาการของมะเร็งแพร่กระจายเข้ากระดูกได้
อ่อนเพลีย เบื่ออาหารอาจเป็นอาการของมะเร็งระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน หรือเป็นแค่อาการที่เกิดจากมะเร็งโดยไม่เกี่ยวกับการทำงานของอวัยวะดังกล่าวก็ได้

จะป้องกันโรคมะเร็งได้หรือไม่

     แม้ว่าโรคมะเร็งจะมีความสัมพันธ์กับสารก่อมะเร็งหลายชนิด แต่โรคมะเร็งส่วนใหญ่ยังไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน ปัจจุบันการศึกษาที่เชื่อถือได้สามารถบอกถึงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ความหมายของ “ปัจจัยเสี่ยง” คือ ลักษณะบางประการที่อาจเพิ่มหรือลดโอกาสที่จะเกิดโรคมะเร็ง มีปัจจัยหลายประการที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง อาจแบ่งได้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น ผู้หญิงจะเป็นมะเร็งเต้านมได้มากกว่าผู้ชายหลายเท่า ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลายชนิดมากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย ปัจจัยเสี่ยงที่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น การสูบบุหรี่ซึ่งเพิ่มโอกาสจะเกิดโรคมะเร็งปอด การดื่มสุราซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคมะเร็งในช่องปากและคอ เป็นต้น

     อาจมีหลายท่านบอกว่า “เห็นบางคนสูบบุหรี่จนตายด้วยโรคอื่นแต่ไม่เป็นมะเร็ง แต่คนไม่สูบบุหรี่กลับเป็นมะเร็งตาย” ทั้งนี้ คนที่มีปัจจัยเสี่ยงไม่ว่าจะมีหลายปัจจัยรวมกันไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งอย่างแน่นอน ปัจจัยเสี่ยงเป็นเรื่องของโอกาสความน่าจะเป็น ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนจำนวน 1,000 คน ที่สูบบุหรี่เป็นเวลานาน ย่อมมีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ในช่วงชีวิตของคนเหล่านี้มากกว่าที่จะพบมะเร็งในคน 1,000 คน ที่ไม่สูบบุหรี่ แน่นอนในคน 1,000 คนที่ไม่สูบบุหรี่เลย ก็ยังมีโอกาสเกิดเป็นโรคมะเร็งได้เช่นกัน แต่ในอัตราเสี่ยงที่ต่ำกว่า ดังนั้นข้ออ้างข้างต้นของผู้ที่สูบบุหรี่และไม่ยอมเลิกจึงไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้อง

     อาจมีหลายท่านได้รับข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ว่า การรับประทานอาหารแบบชาวยุโรป หรืออเมริกัน ซึ่งมีการบริโภคเนื้อสัตว์สูงกว่าชาวเอเชีย เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง พอมีเพื่อนเป็นมะเร็งจึงแนะนำให้หยุดรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ด้วยความกลัวว่าจะเป็นสารอาหารสำหรับโรคมะเร็ง ความเข้าใจดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงค่อนข้างมาก ด้วยปัจจัยเสี่ยงของการบริโภคอาหาร ถ้าจะทำให้เกิดโรคมะเร็งจะต้องใช้เวลาที่ยาวนานหลายๆ ปี และมีปัจจัยเสริมอีกหลายประการที่มาสนับสนุน การที่ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งแล้วหยุดรับประทานเนื้อสัตว์ จึงไม่สามารถที่จะยับยั้งการเติบโตของมะเร็งที่เกิดขึ้นแล้วได้แต่อย่างใด อย่างไรก็ดี ถ้าท่านเชื่อว่าอาหารลักษณะดังกล่าวจะป้องกันมะเร็งได้ ท่านต้องเริ่มปฏิบัติทันทีและต่อเนื่องหลายปี จึงอาจเป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคมะเร็งในอนาคตข้างหน้า

การที่ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง แล้วหยุดรับประทานเนื้อสัตว์จึงไม่สามารถที่จะยับยั้งการเติบโตของมะเร็งที่เกิดขึ้นแล้วได้แต่อย่างใด

ปัจจัยเสี่ยงที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งที่พบบ่อย

ปัจจัยเสี่ยงบางประการที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งที่พบบ่อยและท่านอาจหลีกเลี่ยงได้ ได้แก่
1. การสูบบุหรี่ ทั้งที่มีจำหน่ายหรือบุหรี่มวนเอง ซิการ์ กล้องยาสูบ หรือการเคี้ยวยาสูบ จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นโรคมะเร็งปอด มะเร็งในช่องปาก กล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งของตับอ่อน แม้ว่าในประเทศไทยจะมีการรณรงค์ควบคุมการสูบบุหรี่อย่างดีเยี่ยม แต่ก็ยังมีผู้สูบบุหรี่ใหม่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและเพศหญิง การลดปัจจัยเสี่ยงข้อนี้สามารถทำได้ง่ายโดยการงดสูบบุหรี่
2. การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ไวรัสเอปสไตน์บารร์มีความเกี่ยวข้องกับ โรคมะเร็งหลังโพรงจมูก หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Burkitt ไวรัสเอชพีวี (Human Papilloma Virus) เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง หรือ มะเร็งช่องปากและคอ ในปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสหลายชนิด เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี เป็นต้น
3. การดื่มสุรา เป็นอันตรายต่อตับ สามารถทำให้เกิดตับอักเสบและตับแข็ง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับตามมา นอกจากนี้ สุรายังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในช่องปากและคอ เช่นกัน ไม่นับรวมผลเสียจากการดื่มสุราอื่นๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมนอกจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายโดยรวมให้แข็งแรงย่อมเป็นผลดีต่อร่างกาย เช่น การรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ มีสารอาหารครบถ้วน เลี่ยงหรือลดการบริโภคอาหารไขมันสูง การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การพักผ่อน และผ่อนคลายความตึงเครียด จะทำให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ต่อสู้กับโรคมะเร็งและ โรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ได้

คำถามที่ควรถามแพทย์ผู้รักษา

โรคมะเร็งเป็นโรคที่มีความซับซ้อน การดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งจึงมีความยากลำบากท่านและครอบครัวสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาโรคของท่าน การไปพบแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ การสื่อสารเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการรักษาจากแพทย์อาจต้องใช้เวลามากกว่าการพบแพทย์เพียง 1 ครั้ง ขณะเดียวกัน แพทย์จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับตัวผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อที่จะเลือกวิธีการดูแลรักษาที่เหมาะสมให้ เป็นที่น่าเสียดายว่า แพทย์หนึ่งท่านอาจต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมากในแต่ละวัน บางครั้งแพทย์อาจให้เวลากับท่านเพียงผู้เดียวได้ไม่เต็มที่ จึงต้องมีทีมการรักษา ซึ่งอาจประกอบด้วยแพทย์ประจำบ้าน พยาบาล เภสัชกร ร่วมในการดูแลท่าน

ก่อนที่ท่านจะไปพบแพทย์ ควรเตรียมตัวเกี่ยวกับข้อมูลที่จะถาม และพยายามให้การสื่อสารข้อมูลเป็นลักษณะแลกเปลี่ยนกันระหว่างท่านกับแพทย์

คำถามที่เลือกมาใช้ในการสนทนากับแพทย์ผู้รักษา

ต่อไปนี้เป็นคำถามบางประการที่ท่านอาจเลือกมาใช้เพื่อสนทนากับแพทย์ผู้รักษาท่าน
• เป็นมะเร็งหรือเนื้อร้ายจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเนื้องอกไม่ร้ายแรง
• เป็นมะเร็งของอวัยวะใด
• โรคมะเร็งเป็นมากน้อยเพียงใด อยู่ในระยะที่เท่าใด
• ถ้าเป็นระยะแพร่กระจาย มีโรคกระจายไปที่อวัยวะใดบ้าง มากน้อยเพียงใด
• ควรตรวจเพิ่มเติมอะไรบ้าง
• การรักษามีผลต่อโอกาสหายขาดหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
• โรคมักจะกำเริบอย่างไร เมื่อใด จะทราบได้อย่างไรว่าโรคเริ่มจะกำเริบ
• ทำอย่างไรจึงสามารถลดความเสี่ยงที่โรคจะกำเริบ
• เป้าหมายของการรักษาคืออะไร หวังผลหายขาดหรือบรรเทาอาการ
• ควรใช้การรักษาวิธีใดบ้าง เช่น ผ่าตัด รังสีรักษา รับยาเคมีบำบัด
• ข้อดีข้อเสียของการรักษาแต่ละวิธีมีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไรประสิทธิภาพต่างกันอย่างไร
• ลำดับขั้นตอนของการรักษาแต่ละวิธีเป็นอย่างไร
• ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนการรักษา เช่น อาหาร การออกกำลังกาย การลางาน สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
• ควรรักษาด้วยยาสมุนไพร หรือรักษาทางเลือกวิธีอื่นร่วมด้วยได้หรือไม่ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร
• ถ้าต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม จะค้นหาได้จากที่ไหน อย่างไร

     ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะไปพบแพทย์ ควรเตรียมตัวเกี่ยวกับข้อมูลที่จะถาม และพยายามให้การสื่อสารข้อมูล เป็นลักษณะแลกเปลี่ยนกันระหว่างท่านกับแพทย์ปัจจุบันมีข้อมูลมากมายที่ไม่ได้รับการกลั่นกรอง โดยเฉพาะข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ท่านควรเลือกรับทราบข้อมูลที่มีประโยชน์ ไม่ได้หวังที่จะขายสินค้าใดๆ ให้กับท่าน ถ้าท่านไม่มั่นใจว่าข้อมูลมีความถูกต้อง ควรสอบถามเพิ่มเติมจากแพทย์ของท่าน

เมื่อคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง

     คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เมื่อได้ยินคำว่า “มะเร็ง” โดยเฉพาะเมื่อเกิดกับคนใกล้ชิดย่อมทำให้เกิดอารมณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความตระหนกตกใจ กลัว กังวล เสียใจ สับสน หรือโกรธ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติ แต่ในที่สุด หลังจากผ่านพ้นอารมณ์เหล่านั้นแล้วผู้ป่วยและครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ก็มักจะพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการวินิจฉัยที่เพิ่งได้รับมาไม่มากก็น้อย บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความเข้าใจและมีมุมมองในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพื่อให้ท่านสามารถปรับตัวและใจให้พร้อมที่จะรับมือกับโรคได้ดีขึ้น

     การดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเป็นงานที่ท้าทาย เพราะต้องมีทั้งการดูแลทางร่างกายที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะจากตัวโรคเอง หรือเป็นผลจากการรักษาก็ตาม นอกจากนี้การดูแลทางด้านจิตใจและอารมณ์ของผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดเอง ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่ากัน ซึ่งหมายความว่า ทั้งผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิด จำต้องมีการปรับตัวเพื่อรับสถานการณ์ใหม่ๆที่อาจเกิดขึ้น

“คุณไม่สามารถปฏิเสธตนเองได้ว่าไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่คุณสามารถรับมือกับมันได้”

“คุณไม่สามารถปฏิเสธตนเองได้ว่าไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่คุณสามารถรับมือกับมันได้”

เริ่มต้นอย่างไรดี

     ผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นพบแพทย์ทั่วไป หรือแพทย์เฉพาะทางตามอาการที่ผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีอาการไอหรือหอบเหนื่อย อาจไปพบอายุรแพทย์ หรืออายุรแพทย์โรคทางเดินหายใจ ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอาจเริ่มต้นพบศัลยแพทย์ด้วยปัญหาก้อนในเต้านม เป็นต้น เมื่อได้รับข้อมูลเบื้องต้นหรือการวินิจฉัยจากแพทย์ที่ดูแลแล้ว แพทย์อาจส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ตามความเหมาะสม ผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนมาก อาจมีอาการของโรคมะเร็งได้หลายอวัยวะ อีกทั้งมักเป็นผู้สูงอายุซึ่งมักมีโรคร่วมอื่นๆ อยู่ด้วย อาทิเช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ถุงลมโป่งพอง ทำให้ต้องรับการดูแลจากอายุรแพทย์ที่มีความรู้รอบด้าน ร่วมกับอายุรแพทย์เฉพาะทางในการดูแลรักษาโรคมะเร็ง สำหรับอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งที่จะให้ข้อมูลรายละเอียดด้านแนวทางการดูแลรักษา หรือการพยากรณ์โรคมะเร็งนั้น ได้แก่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรศาสตร์โรคมะเร็ง (Medical Oncologist) หรือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรศาสตร์โรคเลือด (Hematologist) (ในกรณีที่เป็นมะเร็งของเม็ดเลือดหรือต่อมน้ำเหลือง) จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ท่านจะหาข้อมูล ได้เต็มที่ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการรักษา

     การรักษาโรคมะเร็งนั้น มักต้องอาศัยความร่วมมือของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขาที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม ได้แก่ ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ อายุรแพทย์ พยาธิแพทย์ และ แพทย์อื่นๆ อีกหลายสาขา โดยแพทย์แต่ละสาขาจะมีความชำนาญเฉพาะด้าน อายุรแพทย์ โรคมะเร็งมีความชำนาญที่จะเป็นผู้ให้คำแนะนำโดยรวมว่าในภาวะโรคของท่านนั้นมีแนวทางการรักษาอย่างไรบ้าง บอกลำดับของการรักษาแต่ละวิธีที่เหมาะสม และทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับแพทย์สาขาต่างๆ เพื่อให้ผลการรักษาโรคมะเร็งของผู้ป่วยคนหนึ่งๆเป็นไปอย่างดีที่สุด ที่สำคัญ อายุรแพทย์โรคมะเร็งเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อให้มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัด หรือยาต้านมะเร็งในหลายรูปแบบ มีความชำนาญในการเลือกการรักษาด้วยยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย และเหมาะสมกับชนิดของโรคมะเร็ง นอกจากนี้ ผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากอาจมีโรคประจำตัวอื่น ที่ทำให้การดูแลรักษาด้วยยาเคมีบำบัดซึ่งอาจมีผลข้างเคียงที่รุนแรงมีความซับซ้อนมากขึ้น อายุรแพทย์โรคมะเร็งจะดูแลปัญหาเหล่านี้ได้อย่างถี่ถ้วน ทำให้การรักษาโดยรวมราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“คนเป็นมะเร็งไม่จำเป็นต้องตายจากมะเร็งทุกคน”

การตัดสินใจร่วมกันของคนในครอบครัวควรกระทำเมื่อทุกฝ่ายได้ร่วมรับรู้ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อน โดยยึดประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหลักและให้น้ำหนักความต้องการของผู้ป่วยมากที่สุดด้วย

เมื่อท่านต้องดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง

     หากท่านเป็นผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยและต้องดูแลผู้ป่วย สิ่งสำคัญคือ ท่านควรร่วมรับรู้ข้อมูล การเจ็บป่วยโดยการไปพบแพทย์พร้อมกับผู้ป่วย บางครั้งผู้ป่วยอาจจะไม่ได้แจ้งให้แพทย์ทราบอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา ไม่สามารถจำทุกอย่างที่แพทย์แนะนำได้ หรือผู้ป่วยบางรายไม่กล้าถามคำถามกับแพทย์ ท่านจะเป็นผู้ที่เชื่อมต่อสิ่งเหล่านี้และทำให้การรักษาสมบูรณ์มากขึ้น ผู้ป่วยและครอบครัวมักจะไม่กล้าถามแพทย์ ไม่ว่าจะเพราะความเกรงใจหรือกลัวก็ตาม แต่ที่จริงแล้ว แพทย์ยินดีที่จะตอบข้อสงสัยของผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากบางครั้งแพทย์เองอาจจะเข้าใจว่าท่านเข้าใจหรือทราบแล้ว จึงไม่ได้เน้นย้ำเพิ่มเติม เป็นต้น

     ท่านอาจต้องช่วยบริหารจัดการกิจกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่างแก่ผู้ป่วยในช่วง การรักษา เช่น การจดตารางการนัดหมายกับแพทย์ การดูแลเรื่องการรับประทานยาการจดบันทึกอาการผิดปกติต่างๆ เพื่อรายงานแพทย์ (ผู้ป่วยสามารถทำได้เช่นกัน) การจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ การจัดสลับหน้าที่ของสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านให้ทุกอย่างดำเนินได้ใกล้เคียงเดิม เพื่อที่จะไม่ทำให้ผู้ป่วยต้องพะวงในเรื่องเหล่านี้จนเกินไปในระหว่างการรักษา เป็นต้น

     การตัดสินใจร่วมกันของคนในครอบครัวในเรื่องการรักษาก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ ทั้งนี้ ควรกระทำเมื่อทุกฝ่ายได้ร่วมรับรู้ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อน โดยยึดประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหลัก และให้น้ำหนักความต้องการของผู้ป่วยมากที่สุดด้วย เมื่อตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ต้องไม่มีการกล่าวโทษกันภายหลัง จงนึกเสมอว่าทุกคนต่างทำด้วยความรักและเป็นห่วงผู้ป่วยทั้งนั้น

     การดูแลทางจิตใจเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การดูแลด้านกาย แน่นอนที่ผู้ป่วยจะมีความวิตก กังวล เครียด และเป็นทุกข์จากการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ ในฐานะของผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย การให้กำลังใจจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จงทำให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้เผชิญกับมันตามลำพัง และท่านพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเขาทุกขั้นตอน

     การรักษาโรคมะเร็งอาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน หรืออาจยืดเยื้อนานกว่านั้น ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่โรคอยู่ในระยะแพร่กระจาย ดังนั้นท่านเองต้องตระหนักว่าตัวท่านเองต้องดูแลสุขภาพทั้งกายและจิตใจของตนเองเช่นกัน ท่านควรมีการพักผ่อนบ้าง โดยมีคนมาช่วยผลัดเปลี่ยนการดูแลผู้ป่วยเป็นครั้งคราว ซึ่งจะทำให้ท่านมีพลังกลับคืนมา พร้อมที่จะประคับประคองผู้ป่วยและครอบครัวให้มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

เมื่อเพื่อนหรือคนรู้จักเป็นมะเร็ง

     บุคคลที่ท่านรู้จักมีใครเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ ท่านตกใจหรือไม่ เมื่อได้ยินหรือได้ฟังว่าบุคคลที่รัก เพื่อนของท่าน หรือว่าบุคคลที่ท่านรู้จักเป็นโรคมะเร็ง เมื่อท่านได้รับรู้ข่าวร้าย เช่นนี้ ท่านในฐานะผู้ที่เป็นเพื่อนสนิทหรือบุคคลใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง สามารถเป็นที่พึ่งที่ดีของเพื่อนได้

ผู้ป่วยหลายรายอาจสับสน ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและต้องการกำลังใจในการสู้กับโรคมะเร็งร้าย แต่ข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของโรคมะเร็งควรสงวนไว้ให้แพทย์เป็นผู้บอก

เริ่มต้นอย่างไรดี

     โรคมะเร็งเป็นโรคที่มีผลต่อร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ส่วนมากเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งแล้ว จะมีปฏิกิริยาเริ่มแรกคือความตกใจ ตามด้วยความไม่แน่ใจ และหวังว่าสิ่งเหล่านั้นอาจเป็นเพียงข้อผิดพลาดทางการแพทย์ ต่อมาจะมีความเศร้าเสียใจและสูญเสียกำลังใจ ผู้ป่วยหลายรายอาจสับสน ต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง และต้องการกำลังใจในการสู้กับโรคมะเร็งร้าย ท่านในฐานะเพื่อนหรือผู้ร่วมงานสามารถที่จะช่วยเหลือทั้งสองประการได้

การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

     ท่านอาจสามารถค้นหาข้อมูลความรู้ที่เปิดเผย และได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากกว่าผู้ป่วย และสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย เนื่องจากต้องใช้เวลาในการดูแลรักษาโรคมะเร็ง ทั้งการพบแพทย์หลายสาขา การตรวจวินิจฉัยต่างๆ อย่างไรก็ดี ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งที่ค้นคว้า ต้องตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ หลายครั้งผู้ป่วยมักได้รับข้อมูลว่า “เขาว่ากันว่า” หรือ “เขาบอกกันว่า” ซึ่งอาจหมายถึงท่านบอกไปเพราะได้อ่านหนังสือแม็กกาซีนที่แปลมา โดยมีที่มาไม่ชัดเจน เชื่อถือไม่ได้ หรือฟังจากผู้อื่นเล่าต่อๆ กันมา ข้อมูลเหล่านี้อาจทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดพลาด นอกจากนี้การบอกข้อมูล โดยเฉพาะเกี่ยวกับผลลัพธ์ของโรคมะเร็งแก่ผู้ป่วย ควรสงวนไว้ให้แพทย์เป็นผู้บอก ท่านควรให้กำลังใจเพื่อให้ผู้ป่วยมีความเข้มแข็งที่จะต่อสู้กับโรค สนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ หรือแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่เสียโอกาสที่จะรักษาให้หายขาด

ผู้ป่วยมะเร็งต้องการความเข้าใจ ไม่ใช่ความสงสาร การพูดคุยการเยี่ยมเยือน การปฎิบัติด้วยการสัมผัส ด้วยความรัก และห่วงใย ย่อมบ่งบอกได้ดีกว่าคำพูดเพียงอย่างเดียว

ท่านอาจต้องเป็นผู้ที่คอยให้คำปรึกษา รวมถึงการเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ป่วยและญาติ

     ผู้ป่วยบางคนเมื่อทราบว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งแล้ว จะเกิดความกังวลในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่อยู่ในวัยที่ต้องรับผิดชอบด้านครอบครัวด้วยแล้ว อาจมีความรู้สึกหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เช่น ความกังวล ความตึงเครียด ไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น บางครั้งบุคคลในครอบครัวไม่สามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้ในระยะแรก ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ ท่านในฐานะที่เป็นเพื่อนหรือผู้ที่เป็นที่รักของผู้ป่วย สามารถเป็นผู้ที่อยู่เป็นเพื่อนหรือดูแลจิตใจในช่วงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ท่านสามารถช่วยให้บรรยากาศซึมเศร้าของผู้ป่วยและครอบครัวดีขึ้นได้

     ผู้ป่วยบางคนพอได้ทราบว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งแล้ว จะมีอาการซึมเศร้า เสียใจ หมดหวัง อาการต่างๆ เช่น เบื่ออาหาร กังวล นอนไม่หลับ เฉื่อยชาก็จะตามมาด้วย ท่านสามารถมีส่วนร่วมให้กำลังใจและให้ผู้ป่วยมีความพร้อมที่จะต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ ญาติของผู้ป่วยคนหนึ่งเล่าว่า แม่ของเขาไม่คุยกับใครเลย แต่พอเพื่อนคนนี้มาเยี่ยมจะพูดจาสนุกสนานจิตใจและร่างกายของผู้ป่วยดีขึ้น จิตใจของคนในครอบครัวเขาก็ดีขึ้น บางครั้งก็ต้องโทรไปหาเพื่อนคนนี้ให้มาหาแม่ของเขาบ่อยๆ กรณีเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าเพื่อนของผู้ป่วยมีส่วนร่วม สำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยผู้ป่วยที่เป็นเพื่อนของท่านและครอบครัวได้

พูดคุยกับผู้ป่วยอย่างไรดี

     เป็นความจริงที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งที่ว่า คนที่ใกล้ชิดกับเรามากเท่าใดก็ยิ่งมีความลำบากใจ ในการพูดคุยมากเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อท่านทราบว่าเพื่อนของท่านเป็นโรคมะเร็งซึ่งเป็นโรคร้ายแรง

     ท่านอาจแสดงความเป็นห่วงอย่างจริงใจ แต่ต้องไม่แสดงอาการเด่นชัดว่าเป็นห่วง เกินพอดี หรือแสดงอาการผิดปกติไปจากเดิมที่เคยแสดงมากเกินไป เช่น ปกติเคยพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งแล้วก็พูดคุยเคร่งเครียดผิดปกติไม่เหมือนเดิม อาจทำให้บรรยากาศแย่ลง ท่านอาจต้องใช้ความตั้งใจรับฟังผู้ป่วยมากขึ้น เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจพูดซ้ำไปวนมา หรืออารมณ์แปรปรวนบ้าง ท่านควรให้เวลารับฟังสิ่งที่ผู้ป่วยพูด เนื่องจากผู้ป่วยอาจจะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากในการดำเนินชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจ

     ผู้ป่วยโรคมะเร็งต้องการกำลังใจในการต่อสู้กับโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ป่วย ต้องประสบกับปัญหาต่างๆ เป็นระยะ เช่น ระยะที่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งแล้วมีจิตใจหดหู่ ระยะที่ต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัด อาจต้องใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลช่วงหนึ่ง ขณะที่รับยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี อาจมีการเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณ์ภายนอกบางอย่างที่ สังเกตเห็นได้ และเมื่อโรคมะเร็งลุกลามมากจนผู้ป่วยอยู่ระยะสุดท้ายของชีวิต ผู้ป่วยอาจมีความอ่อนเพลีย ความคิดสับสน แต่ละช่วงเวลาผู้ป่วยจะมีปฏิกิริยาตอบสนองแตกต่างกันไป

     ผู้ป่วยมะเร็งต้องการความเข้าใจ ไม่ใช่ความสงสาร การพูดคุย การเยี่ยมเยือน การปฎิบัติด้วยการสัมผัส ด้วยความรักและห่วงใย ย่อมบ่งบอกได้ดีกว่าคำพูดเพียงอย่างเดียว

ข้อแนะนำในการปฎิบัติเมื่อเพื่อนหรือคนรู้จักเป็นโรคมะเร็ง

• พูดคุยแต่สิ่งที่ดี ให้กำลังใจอย่างจริงใจต่อผู้ป่วย
• ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้แก่ผู้ป่วย หรือแนะนำให้ผู้ป่วยถามคำถามนั้นจากแพทย์ผู้รักษา
• ไม่แสดงท่าทีต่อการเปลี่ยนแปลงภายนอกของผู้ป่วยอย่างชัดเจนเกินควร
• หลีกเลี่ยงการพูดถึงโรคของผู้ป่วยซ้ำๆ
• ให้เวลาแก่ผู้ป่วย โดยรับฟังให้มาก พูดให้น้อย
• ควรไปเยี่ยมเยือนอย่างสม่ำเสมอและเป็นระยะ การโทรศัพท์หรือเขียนจดหมายอาจช่วยเสริมในกรณีที่ท่านไม่สามารถไปพบผู้ป่วยได้ เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง
• ท่านอาจช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้ป่วยได้ โดยการเยี่ยมเยือนหรือช่วยดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ครอบครัวผู้ป่วยได้ปลีกตัวออกจากผู้ป่วยได้บ้าง
• ช่วยให้ผู้ป่วยได้มีกิจกรรม ให้เขารู้สึกว่าเขาสามารถทำกิจกรรมและดำเนินชีวิตได้กิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนสนิท จะทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจและพลังในการดำเนินชีวิตต่อไป
• โรคมะเร็งไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้ป่วยไม่สามารถถ่ายทอดมะเร็งให้กับเพื่อนหรือผู้ใกล้ชิดได้ท่านสามารถที่จะใกล้ชิดผู้ป่วยโรคมะเร็งตามปกติ

อาหารต้านมะเร็ง

     หลายท่านคงได้รับข้อมูลจากการบอกเล่าหรือการอ่านว่า การเลือกรับประทานอาหาร สามารถป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็งอย่างได้ผล ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เราควรจะเลือกรับประทานอาหารบางอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็ง หรือถ้าเป็นโรคมะเร็งแล้ว ควรจะเลือกบริโภคอาหารอะไรเพื่อช่วยควบคุมโรค คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่ผู้ป่วยจำนวนมากในปัจจุบัน ถามต่อแพทย์ผู้รักษา โดยหวังว่าแพทย์สามารถให้คำตอบได้ว่า ควรจะรับประทานอาหารอย่างไรเพื่อให้ผลการรักษาได้ผลดีที่สุด


อาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงโดยการทอดหรือผัด ซึ่งมีไขมันสูงจนทำให้เกิดโรคอ้วน อาจเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งสูงขึ้น

     ปัจจุบัน มีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับผลของการรับประทานอาหารกับโรคมะเร็งอยู่ พอสมควร มักพบว่าอาหารบางชนิดอาจมีผลต่อการเกิดหรืออาจป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้บ้าง เช่น อาหารที่มีสารไฮโดรคาร์บอนที่เกิดจากการเผาไหม้ ปิ้ง ย่าง จนเกรียม อาหารที่มีส่วนผสมของไนไตรทจากสารรักษาสภาพอาหารที่ไม่ถูกต้อง อาหารหมักดอง และอาหารที่มีความชื้นและมีเชื้อราปนเปื้อน ทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งมากกว่าอาหารอื่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงโดยการทอดหรือผัด ซึ่งมีไขมันสูงจนทำให้เกิดโรคอ้วน อาจเสี่ยงที่จะก่อให้เกิด โรคมะเร็งสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม มีทฤษฎีว่าโรคมะเร็งอาจเกิดจากผลของสารอนุมูลอิสระ (Oxygen Free Radical) ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของการเผาผลาญอาหาร ถ้ามีอนุมูลอิสระนี้มากเกินไป เซลล์ปกติอาจกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า antioxidant พบมากในผักและผลไม้บางชนิด เช่น ชาเขียว ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เป็นต้นจะช่วยต้านผลของสารอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งได้ระดับหนึ่ง การทานเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดงไขมันสูงให้พอเหมาะ ทานปลามากขึ้น เน้นผักผลไม้ให้มากขึ้นอาหารประเภทกากใย เช่น ผักผลไม้บางชนิด ซึ่งมีบทบาทในการกำจัดอนุมูลอิสระ อาจช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม การเกิดโรคมะเร็งไม่ได้เกิดขึ้นจากผลของอาหาร อย่างเดียวโดยตรง ไม่เช่นนั้นแล้ว ครอบครัวเดียวกันที่มีใครคนหนึ่งเป็นมะเร็ง สมาชิกท่านอื่นในครอบครัวที่รับประทานอาหารคล้ายกัน ก็น่าที่จะเป็นมะเร็งแบบเดียวกันไปด้วยทั้งหมด ดังนั้น อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งไม่มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ผู้บริโภคเกิดมะเร็งโดยตรง แต่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการก่อโรคมะเร็ง และอาหารเพื่อต่อต้านการเกิดมะเร็งจึงควรเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน มีความสะอาด และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ใช่เลือกที่จะบริโภคหรือไม่บริโภคอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง


อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งไม่มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ผู้บริโภคเกิดมะเร็งโดยตรง แต่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการก่อโรคมะเร็ง

     สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งอยู่แล้ว ความต้องการอาหารจะแตกต่างจากคนปกติ เพราะผู้ป่วยมะเร็งต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การผ่าตัด การฉายรังสี การรับยาเคมีบำบัด ซึ่งต้องการสารอาหารเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ เพื่อซ่อมแซมเซลล์ปกติ และช่วยให้ร่างกายสามารถรับการรักษาได้ครบถ้วนตามแผนที่แพทย์ได้วางไว้ นอกจากนี้โรคมะเร็งหรือวิธีการรักษาอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร แผลอักเสบในเยื่อบุช่องปากหรือหลอดอาหาร ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีแนวโน้มที่จะ ขาดสารอาหารและมีน้ำหนักตัวลดลง ดังนั้น ควรพยายามรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ในระหว่างการรักษา ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญมากคือ อาหารต้องสุกและสะอาด ในขณะที่มี ภาวะเม็ดโลหิตขาวต่ำหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก เช่น หอยนางรม กุ้งเต้น ปลาดิบ ผู้ป่วยที่มีอาการเบื่ออาหารควรทานอาหารทีละน้อย แต่บ่อยขึ้น ในบางกรณีผู้ป่วยไม่สามารถทานอาหารเองทางปากได้เพียงพอ อาจจำเป็นต้องรับอาหารทางสายยางทางจมูกหรือหน้าท้องเข้ากระเพาะอาหาร หรือทางเส้นเลือดดำ

     ปัจจุบันมักมีผู้ป่วยโรคมะเร็งได้รับการบอกเล่าว่า ควรเลือกทานแต่อาหารจำพวกผัก และเนื้อปลา เพราะมะเร็งชอบอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่นที่ไม่ใช่ปลา ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งหลายรายต้องประสบกับภาวะขาดสารอาหาร จากการปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามความเชื่อดังกล่าว ผลลัพธ์คือ น้ำหนักตัวลดลง ทนการรักษาได้น้อยลง ทำให้รับการรักษาไม่ได้ตามแผน ซึ่งมีผลให้การรักษาไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังเกิดความวิตกกังวลมากจนเกินพอดีกับการที่จะรับประทานอาหารนอกกฎที่ตั้งไว้ ความจริงแล้ว เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ในร่างกายของผู้ป่วย แต่มีความสามารถบางอย่างสูงกว่าเซลล์ปกติแม้ว่าผู้ป่วยจะอดอาหารโดยไม่รับประทานอะไรเลย เซลล์มะเร็งก็ยังมีความสามารถในการเจริญเติบโตได้ ที่สำคัญ ยังไม่เคยมีหลักฐานว่าการเลือกรับประทานอาหาร จะทำให้มะเร็งโตช้าลงหรือฝ่อลงแต่อย่างใด เนื้อสัตว์หนึ่งคำที่รับประทานเข้าไป ย่อมกระจายไปสู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ไม่ได้เลือกที่จะวิ่งไปสู่ก้อนมะเร็งเพียงที่เดียว ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นของโรคมะเร็งตามมาอีกด้วย

     ดังนั้น ขอย้ำว่าอาหารต้านมะเร็งที่ควรรับประทาน คือ อาหารที่มีคุณค่าทาง อาหารครบถ้วนและสมดุล มีความสุกสะอาด ไม่ใช่เลือกรับประทานอาหารเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง

ควรพยายามรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ในระหว่างการรักษาด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย

วิธีพิชิตมะเร็ง

     การรักษาโรคมะเร็ง ผู้ป่วยโดยมากมักมีความสับสนและขาดความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการ รักษาโรค บางครั้งผู้ป่วยอาจเจอกับคำถามทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง เช่น ทำไมเธอถึงผ่าตัดเต้านมอย่างเดียวไม่ได้ยาเคมีบำบัดหรือ ทำไมฉันถึงต้องให้ยาเคมีบำบัดก่อนที่จะผ่าตัด และหลังผ่าตัดยังต้องได้ยาเคมีบำบัดต่อ แล้วยังต้องได้รับการฉายรังสีรักษาด้วย เป็นต้น ดังนั้นการเข้าใจในหลักการรักษามะเร็งจึงมีความสำคัญมาก

     หลังจากที่วินิจฉัยมะเร็ง (Diagnosis) แล้วต้องมีการตรวจเพิ่มเติม เพื่อทราบระยะของ การดำเนินโรค (Staging) เพื่อกำหนดเป้าหมายในการรักษาและวางแผนการรักษาต่อไป คนไข้ควรมีความเข้าใจในเป้าหมายของการรักษามะเร็ง เนื่องจากหากพบว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็งระยะแรก (Early Stage) หมายถึง มะเร็งอยู่เฉพาะที่ (Localized Disease) เป้าหมายการรักษาของมะเร็งระยะแรกเพื่อหายขาด แต่ในกรณีที่มะเร็งลุกลามมากไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัด (Inoperable) ได้ หรือมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นแล้ว (Advanced Stage) ส่วนใหญ่เป้าหมายของการรักษามะเร็งระยะลุกลาม จะเป็นการรักษา เพื่อควบคุม ยับยั้ง ลดจำนวนมะเร็ง ทำให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

     อย่างไรก็ดี ยังมีมะเร็งหลายชนิดที่รักษาหายขาดได้ ทั้งๆ ที่มะเร็งนั้นได้มีการแพร่กระจาย ไปยังอวัยวะต่างๆ แล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าการวินิจฉัยมะเร็งที่ถูกต้องและการตรวจเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม มีความสำคัญต่อผู้ป่วยเป็นอันมาก เพื่อให้การรักษาเป็นไปตามเป้าหมายจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยแพทย์หลายสาขา หรือสหสาขา (Multidisciplinary Approach) พิจารณาแนวทางการรักษาร่วมกัน ดังนั้นในการรักษาโรคมะเร็งจึงมีความแตกต่าง และความเหมาะสมในการรักษาแต่ละบุคคล อันเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย

ในกรณีที่มะเร็งลุกลามมาก ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ หรือมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นแล้ว ส่วนใหญ่เป้าหมายของการรักษามะเร็งระยะลุกลาม จะเป็นการรักษาเพื่อควบคุม ยับยั้ง ลดจำนวนมะเร็ง ทำให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

การผ่าตัด (Surgery)

     การผ่าตัดเป็นวิธีการรักษามะเร็งเฉพาะที่ การรักษามะเร็งระยะแรกส่วนใหญ่มักต้องมี การผ่าตัดเพื่อหายขาด เช่น มะเร็งศีรษะและคอ เต้านม ปอด มะเร็งในช่องท้อง เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

     ปัจจุบันการผ่าตัดมีความก้าวหน้ามาก ศัลยแพทย์มีการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านมะเร็ง มากขึ้น ในหลายอวัยวะสามารถผ่าตัดโดยไม่ทำให้เสียรูปทรง และหลีกเลี่ยงการสูญเสียอวัยวะนั้น เช่น มะเร็งเต้านม มีการผ่าตัดเฉพาะก้อน (Lumpectomy) ไม่ต้องตัดนมทั้งเต้า (Mastectomy) มะเร็งกระดูกของกระดูกต้นขา แพทย์สามารถผ่าตัดเก็บรักษาขาได้ (Limbsparing Surgery) โดยไม่ต้องตัดขา (Amputation) ปัจจุบันมีการผ่าตัดแบบส่งผลกระทบน้อย (Minimally Invasive Surgery) เช่น การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) ในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ การผ่าตัดผ่านกล้องโดยใช้หุ่นยนต์ช่วย (Robotic Assisted Laparoscopic Surgery) เพื่อรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น แต่การรักษานี้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และศัลยแพทย์ต้องมีความชำนาญเฉพาะ การปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ถึงข้อบ่งชี้ในการรักษา และข้อห้าม ข้อระวัง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษา เพื่อจะได้รับการผ่าตัดที่เหมาะสม จึงเป็นเรื่องสำคัญ หลังจากการผ่าตัดแล้วผู้ป่วยบางรายต้องได้รับ การรักษาเสริม (Adjuvant therapy) เช่น เคมีบำบัด และหรือ รังสีรักษา ตามแต่ระยะของมะเร็ง ในผู้ป่วยบางรายไม่สามารถผ่าตัดได้ทันที เนื่องจากก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ หรือหากต้องการรักษาเพื่อเก็บอวัยวะนั้นไว้ แพทย์อาจวางแผนให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วย ยาเคมีบำบัด หรือการฉายรังสีเพื่อให้ก้อนมะเร็งเล็กลงก่อน (Neoadjuvant Therapy)

ปัจจุบันการผ่าตัดมีความก้าวหน้ามากศัลยแพทย์มีการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านมะเร็งมากขึ้น ในหลายอวัยวะสามารถผ่าตัดโดยไม่ทำให้เสียรูปทรง

รังสีรักษา (Radiotherapy)

     การรักษาด้วยรังสีบำบัด หรือเรียกตามความเข้าใจทั่วไปว่า การฉายแสง เป็นการ รักษามะเร็งเฉพาะตำแหน่งที่วางแผนไว้ การฉายแสงเป็นการรักษามะเร็งโดยใช้รังสีขนาดสูง (High Dose of Radiation) จากแหล่งกำเนิดรังสี โดยที่แหล่งกำเนิดรังสีจากเครื่องกำเนิดรังสี (External Radiotherapy) ให้รังสีตามตำแหน่งที่แพทย์ต้องการควบคุมมะเร็ง การฉายแสงนี้รังสีจะผ่านผิวหนังไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ แพทย์รังสีรักษาเป็นผู้วางแผนการให้ปริมาณรังสีให้มีผลต่ออวัยวะข้างเคียงน้อยที่สุด เพราะสามารถกำหนดความลึกและบริเวณที่ต้องการได้ บางกรณีแพทย์อาจใช้รังสีรักษาโดยสอดใส่แหล่งกำเนิดรังสีไปในตำแหน่งใกล้กับก้อนมะเร็งโดยตรง (Brachytherapy) ได้ เช่น ในมะเร็งปากมดลูกเป็นต้น

     บทบาทของรังสีรักษา
1. การรักษาเพื่อหายขาด (Curative Radiotherapy)
• การฉายแสงเป็นวิธีหลักในการรักษามะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งบริเวณศีรษะและคอระยะแรก การฉายแสงอย่างเดียวอาจเพียงพอในการรักษา หากมะเร็งลุกลาม มากขึ้น การรักษาด้วยการฉายแสงร่วมกับยาเคมีบำบัดยังสามารถรักษาให้หายขาดได้เช่นกัน ในผู้ป่วยบางรายที่มีข้อห้ามการผ่าตัด การฉายแสงเป็นการรักษาหลัก แทนการผ่าตัดได้ เช่น มะเร็งปอด เป็นต้น
• การฉายแสงเสริม (Adjuvant Radiotherapy) หลังการผ่าตัด เช่น การรักษามะเร็งเต้านมด้วยการผ่าตัดเก็บเต้านม (Breast-conserved Surgery) ผู้ป่วยต้องได้รับการฉายแสงบริเวณเต้านมหลังการผ่าตัดการฉายแสงเพื่อรักษาอวัยวะแทนการผ่าตัด (Organ-preserved Therapy) มักให้การรักษาร่วมกับการใช้ยาเคมีบำบัด เช่น มะเร็งกล่องเสียง หากผ่าตัดจำเป็นต้องตัดกล่องเสียง เป็นต้น
2. การรักษาเพื่อบรรเทาอาการจากมะเร็ง (Palliative Radiotherapy)
มะเร็งมีคุณสมบัติในการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่น เมื่อมะเร็งลุกลามมากขึ้น ทำให้เกิดอาการทุกข์ทรมานจากมะเร็งตามอวัยวะที่มะเร็งแพร่ไป เช่น อาการปวด ซึ่งอาจบรรเทาได้ด้วยการฉายรังสีรักษา นอกจากนี้ ยังมีภาวะอื่นที่การฉายรังสีรักษาสามารถลดอาการจากมะเร็งได้ เช่น
• การฉายแสงเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากมะเร็ง โดยเฉพาะเมื่อมะเร็งกระจายไปกระดูก การฉายแสงสามารถบรรเทาความเจ็บปวดได้ผลดีกว่าการรักษาด้วยยาแก้ปวด เพียงอย่างเดียวการฉายแสงเพื่อบรรเทาภาวะเลือดออกจากก้อนมะเร็ง ในก้อนมะเร็งมีการสร้างเส้นเลือดผิดปกติทำให้มีเลือดออกได้ง่าย เช่น มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยมีปัสสาวะเป็นเลือดตลอดเวลา การฉายแสงที่ก้อนมะเร็งสามารถรักษาให้เลือดหยุดได้
• การฉายแสงเพื่อรักษาภาวะเร่งด่วนจากมะเร็ง (Emergency Radiotherapy) เมื่อมะเร็งลุกลามอาจไปกดบริเวณที่สำคัญมาก และหากรักษาล่าช้าไปอาจเกิดผลต่อ คุณภาพชีวิต ทำให้เกิดทุพพลภาพตามมาได้ เช่น ก้อนมะเร็งไปกดไขสันหลัง ทำให้ขาทั้งสองข้างไม่มีแรงและไม่รู้สึก

     เห็นได้ว่าการฉายแสงมีความสำคัญมากในการรักษามะเร็ง และในปัจจุบันมีความ ก้าวหน้ามากในเรื่องเครื่องฉายแสงที่มีความแม่นยำมากขึ้น ทำให้มีผลข้างเคียงน้อยลงมาก เมื่อเทียบกับการรักษาในอดีต ซึ่งมีความเข้าใจผิดว่าการฉายแสงจะเร่งให้มะเร็งลุกลามเร็วขึ้น ญาติของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการฉายแสงเพื่อบรรเทาอาการจากมะเร็ง มักสังเกตว่าเมื่อฉายแสงไปแล้วอาการจะทุเลาเป็นที่พอใจ แต่ต่อมาจะมีอาการจากมะเร็งในตำแหน่งอื่น จึงเข้าใจว่ามะเร็งลุกลามมากขึ้นเป็นผลจากการฉายแสง ในความจริงนั้นการฉายแสงเป็นการรักษาเฉพาะที่ทำให้อาการจากมะเร็งทุเลา ไม่มีผลต่อมะเร็งตำแหน่งอื่น การลุกลามของมะเร็งเป็นคุณสมบัติของมะเร็ง และการรักษาไม่ให้มะเร็งลุกลามไปนั้น ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาที่มีผลทั่วร่างกาย (Systemic Therapy) เช่น การใช้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย

มีความเข้าใจผิดว่า การฉายแสงจะเร่งให้มะเร็งลุกลามเร็วขึ้น ในความจริงนั้น การฉายแสงเป็นการรักษาเฉพาะที่ ทำให้อาการจากมะเร็งทุเลา ไม่มีผลต่อมะเร็งตำแหน่งอื่น

เคมีบำบัด (Chemotherapy)

     การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด เป็นการรักษาด้วยสารเคมีที่มีผลทำลายเซลล์มะเร็งมากกว่า เซลล์ปกติ โดยที่กลไกการออกฤทธิ์ของยาเคมีบำบัดนั้นเป็นการขัดขวางการแบ่งเซลล์ ทำให้มีผลต่อเซลล์มะเร็งที่มีการแบ่งตัวเร็วกว่าเซลล์ปกติ การรักษาด้วยเคมีบำบัดได้ผ่านการวิจัยในมนุษย์มาจนเป็นที่แน่ใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัย ในอดีตการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด นั้นมีผลข้างเคียงมาก เนื่องจากความรู้เรื่องยาเคมีบำบัดมีไม่มาก และไม่มียารักษาอาการข้างเคียงของยาที่มีประสิทธิภาพ เช่น ยาแก้อาเจียน ในปัจจุบันความรู้เรื่องยาเคมีบำบัดมีมากขึ้น และยาตามอาการมีประสิทธิภาพดีขึ้น แต่กระนั้นก็ตาม ผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดก็ยังมีอาการข้างเคียงมาก ทั้งนี้อาจมีหลายปัจจัยด้วยกัน กล่าวคือ อาจเป็นเพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้เคมีบำบัดมีน้อย ไม่มีการใช้ยาตามอาการตามความเหมาะสม ผู้ป่วย ไม่ได้รับคำแนะนำเรื่องการรักษา การปฏิบัติตัวหลังได้รับเคมีบำบัด มีภาวะทางจิตใจ เช่น ความวิตกกังวล ความกลัว นอนไม่หลับ ร่วมด้วย ทั้งนี้ ในการวิจัยยาเคมีบำบัดในปัจจุบันไม่เพียงมุ่งเน้นการรักษามะเร็งเพียงอย่างเดียว ยังคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นสำคัญด้วย

     บทบาทของเคมีบำบัด
1. การรักษาหลักเพื่อให้หายขาด
มะเร็งหลายชนิดแม้ว่าแพร่กระจายแล้ว ยังสามารถรักษาด้วยยาเคมีให้หายขาดได้ เช่น มะเร็งอัณฑะ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองหรือเม็ดเลือดขาว เป็นต้น
2. การรักษาเสริมเพื่อหายขาด
• การให้เคมีบำบัดเสริมหลังการผ่าตัด (Adjuvant Chemotherapy) เป็นการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้มะเร็งกลับมา โดยลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำ และทำให้มีชีวิตได้ยาวนานขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ผ่าตัดเพียงอย่างเดียว เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระดูก เป็นต้น
• การให้เคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (Neoadjuvant Chemotherapy) เป็นการรักษาเพื่อให้ก้อนมะเร็งลดลง และทำให้การผ่าตัดได้ผลตามเป้าหมาย เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งกระดูก เป็นต้น
3. การให้เคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสง (Concurrent Chemo-radiotherapy)
การให้เคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการฉายแสงให้มากขึ้น แต่ผลข้างเคียงก็มากขึ้นตามไปด้วย เช่น มะเร็งหลังโพรงจมูก
4. การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ (Palliative Chemotherapy)

     การใช้เคมีบำบัดควบคุม ยับยั้งมะเร็งที่กระจายไปอวัยวะอื่นๆ มีจุดประสงค์สำคัญเพื่อ ให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นผลที่ได้จากการวิจัยทางการแพทย์ หากผู้ป่วยอยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อการใช้ยาเคมีบำบัด การรักษาอาจสามารถช่วยผู้ป่วยได้ตามหลักฐานการวิจัย ดังนั้นการเลือกผู้ป่วยมีความสำคัญมาก เนื่องจากหากสภาพผู้ป่วยไม่เหมาะสมต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดแล้ว จะเกิดผลข้างเคียงมากและเป็นอันตรายได้ การรักษาในแต่ละบุคคลมีเหตุผลของการใช้ ยาเคมีแตกต่างกัน โรคมะเร็งแต่ละชนิดมีการตอบสนองต่อยาแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ยาที่แต่ละคนได้รับจึงไม่เหมือนกันในมะเร็งชนิดที่ต่างกัน ท่านอาจสงสัยว่าทำไมบางคนได้ยาเคมีที่มีผลเคียงเรื่องผมร่วงน้อย ในขณะที่บางคนผมร่วงหมดศีรษะ บางคนได้ยาเคมีที่มีมูลค่าสูงมาก แต่อีกคนอาจได้ยาเคมีถูกมาก ซึ่งการได้ยาที่แพงกว่าไม่ได้หมายความว่า ยานั้นจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่ายาเคมีที่ถูกกว่าเสมอไป มะเร็งบางชนิด ถ้าใช้ยาเคมีที่ราคาถูกก็อาจมีประสิทธิภาพที่ไม่ต่างจากยาที่แพง และยังคงเป็นมาตรฐานการรักษาเช่นกัน

โรคมะเร็งแต่ละชนิดมีการตอบสนองต่อยาแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ยาที่แต่ละคนได้รับจึงไม่เหมือนกัน ในมะเร็งชนิดที่ต่างกัน

ยาฮอร์โมนบำบัด (Hormonal Therapy)

     นอกเหนือจากยาเคมีบำบัดแล้ว ยังมีการใช้ยาฮอร์โมนบำบัด (Hormonal Therapy) มีกลไกการยับยั้งการทำงานในเซลล์ผ่านตัวรับฮอร์โมน หรือผ่านเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน การรับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ยังมีการใช้สารชีวภาพในการรักษามะเร็ง (Biotherapy) เช่น ยาอินเตอร์เฟียรอน (Interferon) ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทน้อยลงไปมาก เนื่องจากมีการคิดค้นยาที่สามารถรักษามะเร็งได้โดยตรงเป้าหมาย มีผลข้างเคียงน้อยกว่า เพราะไม่ได้ไปทำลายเซลล์มะเร็งเหมือนเคมีบำบัด

การรักษาแบบมุ่งเป้า เป็นการรักษามะเร็งที่มีเป้าหมายที่กลไกการทำงานของเซลล์ โดยที่ยานี้ไม่ได้มีผลในการทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์ปกติเหมือนเคมีบำบัด

การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy)

     การรักษาแบบมุ่งเป้าเป็นการรักษามะเร็งที่มีเป้าหมายที่กลไกการทำงานของเซลล์ โดยที่ยานี้ไม่ได้มีผลในการทำลายเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติเหมือนเคมีบำบัด จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ทำให้มีความรู้ในเรื่องกลไกการกำเนิดและการเปลี่ยนแปลงของมะเร็งต่างๆ และมีการพัฒนายาที่ออกฤทธิ์ที่กลไกเหล่านั้นในเซลล์มะเร็ง ยาในกลุ่มนี้ผ่านการวิจัยจนเป็นที่แน่ใจก่อนที่จะนำมาใช้ ทำให้ยามีราคาแพงมาก และมีข้อบ่งใช้ตามผลการวิจัยที่ได้พิสูจน์เป็นที่แน่ชัดแล้ว ไม่สามารถที่จะคิดเองว่ายานี้สามารถรักษามะเร็งทุกชนิดได้ เพราะการใช้ยารักษาแบบมุ่งเป้านี้ในมะเร็งที่ไม่มีเป้าการออกฤทธิ์ของยา การใช้ยาดังกล่าวก็จะไม่ได้ผล ในทางกลับกันถึงแม้ว่าในมะเร็งนั้นมีเป้าการออกฤทธิ์ของยาก็ตาม เมื่อนำมาวิจัยแล้วอาจพบว่ายานั้นไม่มีประสิทธิภาพได้เช่นกัน เนื่องจากการเจริญเติบโตของมะเร็งอาศัยหลายกลไก เป็นผลทำให้การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะบางเป้าหมายไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการใช้ยาในกลุ่มนี้ควรเป็นไปตามการวิจัยที่ได้ผลแน่ชัดแล้วเท่านั้น

งานวิจัยทางการแพทย์

     มีความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งในช่วง 20 ปี เนื่องจาก มีการวิจัย และการนำผลการวิจัยมาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ทำให้การรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดมีมากขึ้น ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งปัจจุบัน เช่น การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด การรักษาแบบมุ่งเป้า มีแนวทางที่ได้จากผลการวิจัยทั้งสิ้น ดังนั้น การเข้าร่วมในการวิจัยของผู้ป่วยจึงเป็นโอกาสที่จะได้รับการรักษาที่อาจดีกว่าปัจจุบันก่อนผู้อื่น โครงการวิจัยส่วนใหญ่ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยในโครงการวิจัยด้วยยามาตรฐานที่มีราคาแพง และเมื่อมีผลการศึกษาเสร็จสมบูรณ์ ยาใหม่เหล่านั้นอาจจะเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการรักษาเดิม และไม่เหมือนหนูทดลองตามที่เข้าใจผิดกัน

แหล่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งในประเทศไทย

     หากท่านผู้อ่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคมะเร็ง หรืออยากถามปัญหาเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของตัวท่านเอง หรือปัญหาของคนที่ท่านรักและห่วงใย ท่านทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันมีช่องทางให้ท่านได้สอบถาม และแก้ไขปัญหาของท่านได้หลายช่องทาง ตัวอย่างเช่น
ช่องทางที่ 1 ท่านสามารถขอคำปรึกษาเพิ่มเติมจากอายุรแพทย์โรคมะเร็ง รวมทั้งขอความเห็นเพิ่มเติมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งสาขาอื่นร่วมด้วย (Second Opinion) ก่อนตัดสินใจการรักษา ในขณะนี้มีอายุรแพทย์โรคมะเร็งปฎิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดประมาณ 90 ท่าน ซึ่งท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อและสถานพยาบาลดังกล่าวได้ใน website ของมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทยที่ www.thethaicancer.com
ช่องทางที่ 2 ท่านสามารถเข้าหาความรู้และสอบถามปัญหาที่ท่านข้องใจ สงสัย หรือ ปัญหาในการดูแลรักษาผู้ป่วย ญาติ เพื่อน หรือบุคคลอันเป็นที่รักของท่าน ที่ป่วยจากการเป็นโรคมะเร็งได้ โดยเข้าไปใน website ของมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทยที่ www.thethaicancer.com

     ทุกคำถามของท่านจะได้รับคำตอบจากกลุ่มอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเป็นอย่างดี ท่านสามารถมั่นใจได้ว่าคำถามของท่านจะได้รับคำตอบที่น่าเชื่อถือและเป็นกลาง

     อนึ่ง คำถามที่เป็นประโยชน์ของท่าน อาจจะเป็นคำถามที่ตรงใจกับใครอีกหลายๆ คน และช่วยแก้ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นกับใครอีกคนได้ ท่านสามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกของมะเร็งวิทยาสมาคม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันประสบการณ์ และแนะนำเรื่องดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกท่านอื่น ประสบการณ์ของแต่ละท่านมีค่า อาจสามารถช่วยเหลือสมาชิกกลุ่มโรคมะเร็งได้ ปัญหาเล็กๆ ที่คุณพบ บางครั้งอาจเป็นปัญหาใหญ่ที่รอคำตอบในการแก้ไขสำหรับสมาชิกท่านอื่นก็เป็นได้ช่องทางอื่นๆ เช่น หนังสือแนะนำผู้ป่วย เอกสารเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคมะเร็ง ปัจจุบันสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ มีออกมาให้เลือกมากมาย ทั้งหนังสือพิมพ์ วารสาร หรือหนังสือแนะนำต่างๆ ท่านคงต้องเลือกและใช้วิจารณญาณในการเลือกสื่อที่ท่านเชื่อถือได้ เช่น หนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นเอกสารสำหรับแนะนำผู้ป่วยจากหน่วยงานของทางราชการ และองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เช่น โรงพยาบาล สถาบัน หรือสมาคม ที่ทำงานเกี่ยวกับการวิจัยและรักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น

คำถามที่เป็นประโยชน์ของท่าน อาจจะเป็นคำถามที่ตรงใจกับใครอีกหลายๆ คน และช่วยแก้ปัญหา ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับใครอีกคนได้


มะเร็งคืออะไร เป็นมะเร็งแล้วต้องตายทุกคนหรือ สงสัยว่ามีอาการเหล่านี้เป็นมะเร็งได้หรือไม่ จะป้องกันโรคมะเร็งได้หรือไม่ คำถามที่ควรถามแพทย์ผู้รักษา เมื่อคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง เมื่อเพื่อนหรือคนรู้จักเป็นมะเร็ง อาหารต้านมะเร็ง วิธีพิชิตมะเร็ง